Wednesday, 18 December 2013

ผัดไทยห่มสาหรี่


หลายปีที่ผ่านมารัฐบาลไทยหลายยุคหลายสมัยต่างผลักจุดแข็งด้านอาหารของไทยเป็นจุดขายเพื่อส่งเสริมการส่งออกสินค้าและบริการ และการท่องเที่ยว โดยมีมาตรการและกิจกรรมต่าง ๆ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนออกมาสร้างสีสันกระตุ้นกระแสนิยมอาหารไทยอย่างต่อเนื่อง
           
อาหารไทยมีจุดเด่นในเรื่องของรสชาติที่สลับซับซ้อนและกลมกล่อมครบรส ตลอดจนสามารถปรับรสเผ็ดได้ตามใจปรารถนา ทำให้ชาวต่างชาติรับประทานได้อย่างพอแซ่บ แต่ไม่เป็นอันตรายต่อลิ้น จนอาหารไทยเป็นที่นิยมระดับโลก ซึ่งชาวอินเดียก็รวมอยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน จากการสอบถาม กลุ่มตัวอย่างชาวอินเดียเห็นว่า อาหารไทยอร่อย มีรสชาติเผ็ดร้อน และดีต่อสุขภาพ (ไขมันน้อยกว่าอาหารอินเดีย)

หากพูดถึงอาหารอินเดีย คนส่วนใหญ่คงนึกถึงโรตี และแกงกะหรี่ ซึ่งก็พอจะกล่าวได้ว่า อาหารทั้งสองสะท้อนภาพลักษณ์ของอาหารอินเดียได้ดี คือ ไม่ว่าจะทอด ต้ม ปิ้ง ย่าง จะต้องมีเครื่องเทศมากมายเป็นส่วนผสมเพื่อให้ได้รสชาติที่ลุ่มลึก (คนอินเดียเขาว่าอย่างนั้น) ซึ่งต่างจากกลิ่นและรสของอาหารไทย อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้ในอาหารอินเดียคือ ข้าว ขนมปัง หรือแผ่นแป้งชนิดต่าง ๆ ที่คนอินเดียให้ความสำคัญมากและมักจะบริโภคกันเป็นจำนวนมากในมื้อกลางวันและเย็น โดยยังนิยมรับประทานอาหารด้วยมือทำให้แกงต่าง ๆ ต้องมีเนื้อสัมผัสข้น เพื่อช่วยให้ข้าวจับตัวกันได้ หรือห่อหยิบทานกับแผ่นแป้งชนิดต่าง ๆ ได้ไม่ยาก
 
ชาวอินเดียนิยมบริโภคอาหารอินเดียเป็นหลัก ขนาดว่าเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศก็ยังต้องหาอาหารอินเดียมารับประทานกัน โดยเฉพาะกลุ่มสูงวัยกระเป๋าหนักที่ติดรสชาติอาหารถิ่นของตน ที่ได้ยินว่า ลงทุนเอาคนครัวตามไปทำอาหารถึงไทยก็มี ซึ่งไม่ต่างจากพี่ไทยเรานัก จะข้ามน้ำข้ามทะเลไปที่ใดต้องมีน้ำพริกติดตัว อย่างไรก็ตาม อาหารต่างชาติก็สามารถเจาะตลาดอาหารในไทยได้อย่างอึกทึกคึกโครม
ปัจจุบันการจะนึกถึงชื่อร้านอาหารไทยดี ๆ สักร้านดูจะยากกว่าการนึกถึงชื่อร้านอาหารต่างชาติเป็นไหน ๆ  โดยเฉพาะอาหารที่มากับกระแสนิยมทางวัฒนธรรมอย่างฟาสฟู๊ดจากเมืองลุงแซม อาหารจากแดนปลาดิบ และอาหารจากแดนกิมจิที่กระแสเจ-ป็อป (J-POP) และเค-ป็อป (K-POP) หนุนติดลมบนอย่างไม่ยากเย็น
         
สำหรับอาหารไทยในอินเดียนั้น อาจารย์เชฟชาวอินเดียแห่งสถาบันการโรงแรมของเครือโรงแรมยักษ์ใหญ่ของอินเดียที่มีโรงแรมกว่า 100 แห่งทั่วโลกเล่าให้ฟังว่า อาหารไทยเข้ามาในอินเดียเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้ว พร้อม ๆ กับอาหารชาติอื่น ๆ เช่น จีน เม็กซิโก ฯลฯ โดยในปัจจุบัน อาหารบางชาติได้ล้มหายตายจากไปแต่อาหารไทยยังคงอยู่ในความนิยมของชาวอินเดีย แม้จะกลายพันธุ์ไปจนคนไทยจำกันไม่ได้ก็ตาม
หลายเดือนก่อนได้ชิมอาหารไทยที่ร้านแห่งหนึ่งในเมืองมุมไบที่ขึ้นป้ายต่อท้ายชื่อร้านว่า “specialty: Chinese and Thai” แต่อาหารที่ได้กลับผิดเพี้ยนทั้งหน้าตา กลิ่น และรสชาติ ทอดมันปลากลายเป็นก้อนแป้งทอดที่มีชิ้นเนื้อปลาเล็ก ๆ ผสมอยู่ประปราย ส่วนข้าวผัดกะเพรากุ้งกลายเป็นข้าวผัดน้ำมันพริกสีแดงเพลิงใส่กุ้ง น้ำมันเยิ้ม และมีใบกะเพรากรอบโรยหน้าพอให้รู้ว่าใส่แล้ว สรุปค่าเสียหาย 2 จาน 800 รูปี (500 บาท)
  
ร้านอาหารนานาชาติ อาหารเอเชีย (pan-Asian) และร้านอาหารอินเดียในมุมไบเท่าที่เคยสัมผัสมา มักจะมีแกงเผ็ด และแกงเขียวหวาน (Thai red curry & Thai green curry) ในรายการอาหาร โดยส่วนใหญ่จะรสชาติไม่เอาอ่าว กะทิไม่แตกมัน ใส่ผักนานาชนิด เห็นได้ชัดว่าทำไม่เป็น แต่ราคาสูงเพราะชื่อเป็นอาหารไทย

บางโอกาสได้คุยกับผู้ปรุงทำให้ทราบว่า ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับอาหารไทยนั้นหยั่งรากลึกคือ เข้าใจกันว่า “พื้นฐานของอาหารไทยทุกอย่างคือ พริกแกงของไทย (Thai curry paste) ซึ่งมี 3 สี คือ แดง เขียว เหลือง” ถ้าห้ามไม่ทันวันนั้นคงได้ชิม “ผัดไทยพริกแกง” เป็นแน่แท้ โดยร้านเหล่านี้ส่วนใหญ่จะใช้พริงแกงสำเร็จรูป  

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ชาวอินเดียส่วนมากไม่มีความรู้เกี่ยวกับอาหารไทย และอาหารไทยไม่ว่าจะ ไทยแท้ไทยไม่แท้ล้วนขายได้ราคา โดยปัจจุบัน อาหารไทยแท้ ๆ ที่ให้บริการในเมืองมุมไบส่วนใหญ่จะอยู่ในโรงแรมหรูและยังมีจำนวนน้อยมาก ส่วนอาหารไทย (แต่ชื่อ) มีให้เห็นดาษดื่นตามร้านอาหารระดับกลางบน - ระดับบน ซึ่งรวมถึงในโรงแรมระดับ 3-5 ดาวด้วยเช่นกัน แต่น่าเสียดายที่อาหารไทยแท้อร่อย ๆ ราคากลาง ๆ ยังหายาก

แม้คนอินเดียจะเหนียวแน่นอยู่กับอาหารประจำชาติ แต่กระแสโลกาภิวัตน์กำลังเบิกทางให้อาหารต่างชาติ เหตุการณ์เช่นนี้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วในกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางค่อนไปทางสูง - สูง และกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งมีความเข้มข้นทางวัฒนธรรมในวิถีชีวิตเจือจางลงตามกาลเวลา ตลอดจนต้องการแสวงหาสิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่ซ้ำซากจำเจ 

นอกจากนี้ การที่อาหารไทยยังติดชาร์ทเหนียวแน่นอยู่ในรายการอาหารของร้านในอินเดียมาจนปัจจุบัน ทั้งไทยแท้และไทยมั่ว เป็นข้อบ่งชี้ที่ดีว่า อาหารไทยขายได้ในอินเดีย ดังนั้น อาหารไทยจึงมีอนาคตที่ค่อนข้างสดใสในอินเดีย คือ ถ้าคุณภาพมาพร้อมราคารับรองว่าขายได้แน่นอน อย่างไรก็ตาม ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับอินเดียให้ดีด้วย เช่น (ขอเน้นว่า “เช่น”)      
            1. ข้อจำกัดด้านอาหาร - ชาวอินเดียกว่าร้อยละ 60 รับประทานอาหารมังสวิรัติ ไม่รับประทานเนื้อวัว และหมู เนื่องจากคนส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดูและมีคนมุสลิมประมาณ 180 ล้านคน มากพอ ๆ กับปากีสถานทั้งประเทศ จึงต้องศึกษาพื้นที่ให้ดี อย่างไรก็ตาม จากการจัดเทศกาลอาหารไทยในพื้นที่ซึ่งประชาชนเกือบจะทั้งหมดรับประทานอาหารมังสวิรัติกลับพบว่า คนในพื้นที่ตื่นเต้นกับอาหารที่มีเนื้อเป็นส่วนประกอบเนื่องจากหารับประทานได้ยาก และยังได้ยินว่า วัยรุ่นจากครอบครัวมังสวิรัติหันมารับประทานเนื้อกันมากขึ้น
            2. รสชาติอาหารไทย - ไม่ถูกปากชาวอินเดียสักทีเดียว ซึ่งเป็นเรื่องปกติสำหรับอาหารต่างชาติไม่ว่าจะเข้าไปยังประเทศใด ไม่เว้นแม้แต่ไทยกับลาวที่ว่าใกล้ชิดกัน แต่จากข้อมูลที่มีชาวอินเดียเห็นว่า ในภาพรวมอาหารไทยเป็นอาหารที่อร่อย มีรสชาติเผ็ดร้อน และดีต่อสุขภาพ (ไขมันน้อยกว่าอาหารอินเดีย)  
            3. การทำธุรกิจในอินเดียไม่ง่ายนักอันเนื่องมาจากกฎระเบียบต่าง ๆ การติดต่อกับหน่วยงานราชการที่ไม่ต่างจากไทยเมื่อ 10-20 ปีก่อน และวิธีคิดแบบอินเดียที่อาจจะเข้าใจยากสักนิด การมีหุ้นส่วนชาวอินเดียที่ไว้ใจได้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ขนาดสตาร์บัคส์ที่ว่าแน่ยังต้องแบ่งหุ้นให้กลุ่ม Tata เพื่อหยั่งขาในแดนภารตะ
            4. ราคาอสังหาริมทรัพย์ในอินเดียปรับตัวสูงขึ้นมาเป็นลำดับเนื่องจากเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่องของอินเดีย แม้ในขณะนี้ราคาจะลดลงบ้าง แต่ราคายังคงสูงมาก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ๆ (Tier I) บางเมือง เช่น กรุงนิวเดลี เมืองมุมไบ และบังกะลอร์ เป็นต้น ดังนั้น เมือง Tier II ของอินเดียอย่างเมืองอะห์เมดาบัด ที่สายการบิน Thai Smile เพิ่งเปิดเที่ยวบินตรงจาก กทม. หรือเมืองออรังกาบาด ที่ชาวไทยและชาวเอเชียตะวันออกนิยมไปเยี่ยมชมถ้ำ Ajanta และ Ellora อยู่เนือง ๆ จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเช่นกัน
หากใครมีความพร้อม มุ่งมั่น อดทน และขยันทำการบ้าน ก็น่าจะสามารถแบ่งเค้กขนาด 1,200 ล้านคนไปรับประทานให้หายเหนื่อยได้

* * * (~*~) * * *
              
           
           
 

Sunday, 1 September 2013

ไม่มีแตร...อีนี่ช้านจะอยู่ยังไง

ทุกคนที่ได้มาอินเดีย หรือชมสารคดีเกี่ยวกับอินเดียมักจะมีภาพของความวุ่นวายบนท้องถนน ทั้งคนเดินเท้า ทั้งวัว แพะ ไก่ และรถราเคลื่อนตัวผสมปนเปอย่างอิสระ ขวักไขว่ จอแจ จนหลายครั้งมองหาพื้นถนนแทบไม่เจอ อีกทั้งพื้นถนนและทางเท้ายังเป็นพื้นที่สารพัดประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำ ที่สังสรรค์ สนามคริกเก็ต สนามเด็กเล่น ห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องนอน ฯลฯ ตามแต่จะจินตนาการกันไป (แต่เป็นจริง)

แม้ในเมืองใหญ่ ๆ อย่างมุมไบจะมีน้องวัวให้เห็นน้อยนัก แต่สภาพความสับสนอลหม่านไม่ได้ลดน้อยถอยลงแต่อย่างใด นอกจากถาพที่ติดตาจนมีผู้มาเยือนหลายท่านถามหาอยากเห็นวัวเดินตามท้องถนนอย่างสุนัขจรจัดในเมืองไทย แต่สิ่งที่ติดประสาทสัมผัสเราอีกอย่างก็คือเสียงแตร ประดุจดนตรีประกอบการขับขี่ที่หากขาดไปคาดว่าคนที่นี่คงจะขับรถกันไม่ได้เลยทีเดียว

อาจฟังดูเหมือนเว่อร์ แต่ความจริงแล้วไม่เว่อร์ เพราะการกดแตรที่นี่มีส่วนน้อยนักที่เป็นการต่อว่าด่าทอ แต่เป็นการให้สัญญาณว่า "ช้านมาแล้วนะนาย" หรือ "ไปได้แล้วนายจ๋า จะเขียวแล้ว" ... ถูกต้องครับ ที่นี่เริ่มให้สัญญาณตั้งแต่ยังไฟแดงอยู่ เหลือสัก 2 3 วินาที ก็เริ่มประสานเสียงปลุกคันหน้ากันแล้ว (ระบบดิจิตอลนับถอยหลังแบบบ้านเรา)

นอกจากนี้ คนที่นี่ยังไม่ค่อยใช้กระจกมองข้าง (ที่เคยเล่าคร่าว ๆ ไปแล้ว) แถมกระจกมองหลัง และสัญญาณขอทางซ้ายขวา ก็มีไว้ประดับรถเป็นหลัก ส่วนใหญ่จะมองแค่ข้างหน้า หากเห็นช่องทางข้าง ๆ ว่าง ก็หักหัวออก โดยไม่ค่อยได้สนใจว่ารถคันหลังของช่องทางนั้นจะพุ่งมาด้วยความเร็ว หรือสุ่มอยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว แต่หากได้ยินเสียงแตรก็หักกลับ หรือไม่ก็หันมามองแล้วก็แซงเข้ามาเหมือนเดิมหลังจากที่คำนวณแล้วว่า "ยังไงช้านก็จะไป" ด้วยเหตุนี้ประกอบกับการขาดวินัย...ไม่สิ อิสรภาพเหนือขีดจำกัด ใครดีใครได้ของการขับรถที่นี่ทำให้ไม่สามารถขาดแตรได้ ไม่เช่นนั้นคงชนกันวินาศสันตะโรไม่เว้นแต่ละวัน

ไม่ใช่ว่าคนที่นี่ไม่รู้ว่าเสียงแตรระงมแบบนั้นมันเป็นมลพิษทางเสียง แต่คงด้วยความเคยชิน ไม่คิดอะไรมาก และอาจจะพูดได้ว่าเกลียดการเปลี่ยนแปลง (แม้จะเป็นในทางที่ดีขึ้น...มีบางคนกล่าวว่า คนอินเดียระดับล่าง-กลางพอใจอะไรง่าย อยู่มาแบบนี้ก็สบายดีอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยชอบการเปลี่ยนแปลง พัฒนา) แต่อย่างน้อยทางการเมืองมุมไบก็พยายามรณรงค์ขึ้นป้ายไป LED ขอให้ลดการใช้แตรเพราะก่อให้เกิดมลพิษทางเสียง ...ไม่ธรรมดานะครับ แต่ก็ใช่ว่าจะได้ผล ยังคงเหมือนเดิม ยิ่งช่วงรถติด ๆ นี่สุด ๆ ไปเลย

อิสรภาพในการใช้ท้องถนนทั้งรถ ทั้งคนเดินเท้ามีมากพอ ๆ กัน แต่รถแข็งกว่าคงมีอิสรภาพมากกว่าคนสักหน่อย แต่หากมองอีกมุม คนเดินถนนก็อาจจะมีมากกว่า เพราะรถมีหน้าที่หลบคน ในขณะที่คนไม่ค่อยสนใจรถ ...

อยากจะข้ามก็ข้าม ไฟเขียวก็ข้าม การเดินบนพื้นถนน (ซึ่งผมก็ทำเพราะเดินง่ายกว่าบนทางเท้าที่เต็มไปด้วยอุปสรรคนานับประการ) คือเดินไปเถอะ รถมีหน้าที่ระวังไม่ให้ชนจัง ๆ แต่เรื่องเสียดสีถูไถเป็นเรื่องปกติ แล้วก็ส่งเสียงแตรประสานกันเข้าไป แต่คนเดินก็ไม่รู้สึกหรอกครับ อาจจะเพลินซะด้วยซ้ำ ทั้งนี้ สำหรับชาวต่างชาติ ขอเตือนว่าให้ไว้ใจตาตัวเองเท่านั้นครับ อย่าเชื่อใจไฟแดง - คนขับรถอาจจะไม่ได้เห็นสีเดียวกับคุณ หรืออาจจะตีความต่างไปก็เป็นได้

เรื่องระเบียบวินัยที่นี่ไม่ต้องพูดถึง น่าจะอยู่ในรายการเดียวกับสัตว์สงวนหรือใกล้สูญพันธุ์ (ถ้ามันมีมาก่อนน่ะนะ...อันนี้ไม่แน่ใจ) การจอดรถส่งคนที่เกาะกลางเพื่อความสะดวกในการข้ามถนน จอดรถ...ที่ไหนก็จอด เป็นเรื่องปกติ เคยเจอจอดริมถนนซ้อนสองตรงจุดกลับรถ ... ไหน ๆ ก็ซ้อนสองแล้ว จอดเลยไปหน่อยไม่ได้ คือ หน้าด้านแล้วก็ช่วยอย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อนนัก ... พอกดแตร อีตาคนขับรถก็โผล่มา ใช่ครับ จอดซ้อนสองบนถนนที่มีด้านละ 2 เลน แถมตรงจุดกลับรถอีก (กลับรถหักไม่พ้น) ไม่พอ...คนขับไม่มีรอในรถนะครับ พอมาถึงรถแทนที่จะเลื่อนรถไปจอดให้ดี พี่แกมาโบกรถให้ครับ แปลภาษากายได้ดังนี้ "มา ๆๆๆ พอ .. ถอย ๆๆๆ อ่ะ มา ๆๆๆ อ่ะ พ้นละ"  คือ ถอยไป 3 รอบ มันน่านัก...

ตอนนี้ เวลาเห็นตามท้ายรถบรรทุกทาสีเป็นข้อความไว้ว่า "HORN OK PLEASE" จึงเหมือนเป็นการอ้อนวอนว่า "ขอตรูใช้แตรต่อไปเถอะนะนายจ๋า" (จริง ๆ เขาบอกให้รถที่ตามมากดแตรให้สัญญาณเพราะรถบรรทุกมองไม่เห็นข้างหลัง กระจกมองข้างก็ไม่ใช้ - ได้ยินเสียงแตรแล้วค่อยมอง)



. . . ปวดตับ . . .

Friday, 2 November 2012

ก็คนมันเยอะ ...

ทุกท่านคงทราบกันดีอยู่แล้วว่าประเทศอินเดียนี้มีประชากรถึงประมาณ 1.2 พันล้านคน และเกินครึ่งเป็นคนยากจน เมืองมุมไบซึ่งเชื่อกันว่ามีประชากรประมาณ 20 ล้านคน และความเชื่อนี้ก็ได้รับการยืนยันโดยสถิติของ UN Habitat ว่าเมืองท่าแห่งนี้มีประชากรแตะระดับ 20 ล้านคน ตั้งแต่ปี 2553 แม้ทางการอินเดียจะยังคงใช้สถิติจำนวนประชากรเพียง 10 ล้านนิด ๆ ก็ตาม

ในจำนวนประชากร 20 ล้านติ่ง ๆ ของมุมไบ มีประชากรที่อาศัยอยู่ในสลัมมากกว่าครึ่ง โดยสามารถพบเห็นสลัมได้ทั่วไปในเมืองแห่งนี้ที่ตึกสูงกับสลัมอยู่ไกลกันเพียงกำแพงกั้น 

แต่ก่อนเคยเป็นทางเท้า แต่แล้วก็โดนยึด
อย่างไรก็ตาม ต้องขอบอกก่อนว่า ผู้ที่อาศัยในสลัมนั้น ไม่จำเป็นต้องยากจนเสมอไป บางคนอาจเป็นพนักงานบริษัทมีรายได้หลายหมื่นรูปีต่อเดือน แต่เงินเดือนก็ยังไม่พอจะหาเช่าที่พักดี ๆ ในย่านที่ตนทำงานได้ (บางย่านราคาค่าเช่าที่พักต่อเดือนเริ่มที่หลักแสน คือ ไม่มีแบบราคาย่อมเยากว่านี้ให้เลือก) และหากอยู่ไกลออกไปการเดินทางก็แสนจะยากลำบาก จึงเลือกที่จะเช่าที่พักในสลัม ซึ่งช่วยให้ประหยัดและเก็บเงินได้เป็นกอบเป็นกำทีเดียว

นอกจากนี้ ในสลัมยังมีร้านเงิน ร้านทอง และร้านขายของต่าง ๆ อันแสดงถึงฐานะที่อาจจะเรียกว่ายากจนได้ไม่เต็มปาก เช่น ทีวีจอแบน ฯลฯ

แต่แน่นอนครับ ก็ยังมีคนยากจนจริง ๆ อยู่ในนั้นด้วย โดยส่วนใหญ่จะเป็นคนยากจนจากชานเมืองและเมืองอื่น ๆ ที่หลั่งไหลเข้าสู่เมืองมุมไบเพื่อหาโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีกว่า โดยหลายคนไม่แม้กระทั่งจะมีที่พักในสลัม จึงต้องอาศัยนอนตามทางเท้าที่ตนเองจับจองไว้ขายของ หรือขอทานหากิน (บางครั้งก็กลายสภาพเป็นสลัมแห่งใหม่ในที่สุด) อย่างย่าน Colaba ที่คึกคักเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว พอตกดึกทางเท้าเหล่านั้นก็จะกลายเป็นเตียงของเหล่าผู้ค้าและขอทานที่หากินในบริเวณนั้น

สลัมชาวประมงชื่อดังในมุมไบใต้ (1)
สาเหตุที่เรายังเห็นสลัมปะปนกะตึกสูงไระฟ้าอย่างไม่มีระเบียบแบบแผนก็เป็นเพราะ ประชาชนอาศัยอยู่ในสลัมมีจำนวนไม่น้อย จึงกลายเป็นกลุ่มคะแนนเสียงสำคัญทางการเมือง ดังนั้น พรรคการเมืองใดแตะหรือแม้แต่คิดจะมีนโยบายจัดผังเมืองใหม่ โยกย้ายสลัมไปที่อื่น ก็จะต้องประสบกับชะตากรรมตามแบบประชาธิปไตย คือ การประท้วง และคะแนนนิยมลดฮวบแน่นอน จึงไม่แปลกที่จะำไม่มีใครกล้ายุ่งกับสลัม  และปล่อยให้เป็นแหล่งเสื่อมโทรมให้ผู้มาเยือนจากต่างชาติได้เห็นสัจธรรมของชีวิตแบบติดขอบเวที บางแห่งมีการเก็บค่าเข้าชมด้วย (คาดว่าเป็นพวกมาเฟีย ไม่ก็มั่วมาเก็บ)


(2)

คนที่นี้มีความสามารถในการจับจองที่และสร้างชุมชนแออัดได้ในทุกที่

ผ่านไปผ่านมาเลยถ่ายภาพจากบนรถมาให้ชมกันไปพลาง ๆ ครับ


--- (*_*") ---

Thursday, 1 November 2012

ทุนนิยมอเมริกาขึ้นท่าที่มุมไบแล้วววว

ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา "นางเงือกเขียว" ได้ก่อให้เกิดกระแสคลั่งไคล้ครั้งใหญ่ในใจกลางเมืองมุมไบ ชาวมุมไบ (ที่มีเงิน) ล้วนพร้อมใจกันกระโดดเข้าสู่กระแสธารมนุษย์อันเชียวกราก บากบั่นไปพบ "นางเงือกเขียว" ด้วยตัวเองอย่างไม่ย่อท้อ บางส่วนส่งข้าทาสบริวารให้ไปพบนางเงือกแทนตัวเอง ก่อนนำน้ำตาแห่งความปลื้มปิติของนางเงือกกลับมาให้เจ้านาย ...

งง ... ไหมครับ มันพูดเรื่องอะไรของมัน

เห็นภาพนี้แล้วคงจะร้อง "อ้อ ...." ใช่ครับ chain ร้านกาแฟสัญชาติอเมริกา สุดโด่งดัง ขนาดเป็นสัญลักษณ์ของทุนนิยมอเมริกา และต้นตำรับการตลาดที่อาศัยการสร้างความสัมพันธ์ส่วนบุคคลระหว่างพนักงานกับลูกค้าได้มาขึ้นท่าที่มุมไบแล้ว

แน่นอนครับ เพราะเมืองมุมไบเป็นเมืองท่าของอินเดีย นางเงือกจึงมาที่นี่เป็นแห่งแรกในอินเดีย !! โดยผ่านมาได้ 2 สัปดาห์ ก็ทยอยเปิดไปแล้ว 3 สาขาด้วยกัน (เท่าที่ทราบล่าสุด)

ในช่วงแรกของการเปิดสาขาแรก คนมุมไบแห่กันไปชมความงามของนางเงือกสองหาง และลิ้มชิมรสกาแฟของ she อย่างล้นหลาม คือ ล้น ขนาดต้องต่อคิวเข้าร้าน เหมือนร้านราเม็งดังในญี่ปุ่น แต่ที่นี่อาจจะหนักกว่า คือ คล้ายอารมณ์ห้างลดราคาที่นิวยอร์ก (ใช่ป่าว?) คือ ถึงขนาดต้องกักลูกค้าไว้ที่หน้าร้านและปล่อยลูกค้าเข้าร้านเป็นรอบ ๆ ตามคิว ... ก็ขนาดทีมที่ไปเกาะกระแสจากที่ทำงานผมมีการถอดใจ และกลับมาบอกว่า "คนเยอะมาก เข้าร้านยังไม่ได้เลย"แต่ก็อย่างว่าแหละครับ ครั้งแรกของพี่อินเดียเค้า เหมือนล่าสุดที่ H&M เปิดที่พารากอนบ้านเรา ผมได้ยินมาว่าแห่กันไปอย่างกะแจกฟรี

ส่วนตัวผมเองนั้น ได้ไปเยี่ยมเยียนสาขาที่สอง ซึ่งเปิดห่างจากสาขาแรกประมาณ 1 สัปดาห์ โดยเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรม 5 ดาวของมุมไบ ตึกหน้าตาขลัง แหงนหน้ามองแล้วสามารถทำให้หลงผิดนึกว่าอยู่
ร้านเงือกเขียว สาขาที่ 2 ของมุมไบ และอินเดีย
พร้อมชื่องทางการค้าภาษาท้องถิ่น
ยุโรปได้เลยทีเดียว และตึกลักษณะนี้มีให้เห็นอยู่ทั่วไปในเมืองมุมไบ เนื่องจากเป็นเมืองสำคัญของจักวรรคิอังกฤษ หรือบริษัท East India มาก่อน แม้ปัจจุบันจะทรุดโทรมไปมาก ประหนึ่งว่า ไม่ได้รับการทะนุบำรุงอีกเลยหลังจากที่อินเดียรับช่วงต่อจากอังกฤษเมื่อกลางศตวรรษที่แล้ว แต่ที่เห็นสวย ๆ นี่ก็เพราะเป็นโรงแรมของเครือ TATA ครับ จึงได้รับการดูแลเป็นอย่างดี จึงคงความสง่างามไว้ได้

วันที่ผมไปคนไม่เยอะเท่าไหร่ คือ แค่คิวยาวเกินความบาวเคานเตอร์ แต่หางแถวยังอยู่ในร้าน ก็เหมือน ๆ กับร้านน้องเงือกตามห้างดังในเมืองไทยที่แถวยาวได้ตลอดเวลา ส่วนที่นั่ง ก็ไม่เหลือแล้วครับ จึงดูนู้นดูนี่ ก่อนจะเดินถือกาแฟออกมาชมดื่มด่ำความเหม็นของละแวกนั้นต่อ (เหม็นมูลม้าครับ ปลิว หวิ้ว ๆ ๆ อยู่เต็มอากาศ ส่วนที่ยังไม่แห้งพอจะปลิวก็เป็นซากโดนบี้แบนอยู่ตามถนน ช่วยให้ถนนดูไม่แห้งแล้ง ขาดสีสันจนเกินไป -- เอาจริง ๆ ไม่รู้ให้ม้ากินพืชชนิดไหนกัน ทำไมมันถึงได้เหม็นขนาดนี้ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าสัตว์กินพืชจะขี้เหม็นขนาดนี้)




วันนั้นผมลอง ลาเต้เย็น แก้วเล็ก ราคา 110 รูปี หรือประมาณ 70 บาท ไม่ถูกไม่แพง กาแฟที่ใช้ ทราบมาว่าเป็นกาแฟของเครือ TATA ที่ปลูกในอินเดีย  ทำให้น้องเงือกสามารถทำราคาแข่งขันกับ chain เจ้าบ้านอย่าง Cafe Coffee Day ที่มีกว่า 1,300 สาขาทั่วอินเดียได้อย่างถูกใจคอกาแฟ - คือได้ดื่มของถูกนั่นเอง ส่วนเครื่องดื่มแบบอื่น เช่น ชา ก็จะมีชาอินเดีย หรือที่เรียกว่า chai (ชัย) ให้เลือกในรายการด้วย โดยที่นี้จะใช้ชาของเครือ TATA ส่วนน้ำดื่มจะเป็นตรา Himalayan ของเครือ TATA เช่นกัน

ขนมนมเนยในร้านก็มีทั้งแบบปกติมาตรฐาน และแบบอินเดียให้ได้เลือกชิมกัน สำหรับผมเห็นแล้วยังไม่ขอลอง  

ส่วนของที่ระลึกที่มีความเป็นอินเดีย ตอนนี้ก็จะมีเพียงถ้วยกาแฟ ด้านหนึ่งเป็นรูป Gateway of India ที่เคยลงรูปไปแล้วไนตอนแรก ๆ และอีกด้านเป็นรูปกีฬาประจำชาติ (จริง ๆ แล้วเป็นกีฬาประจำภูมิภาคเอเชียใต้แห่งนี้เลยทีเดียว) แล้วก็มีใบชาของเครือ TATA ภายใต้แบรนด์ TATA Tazo ขายด้วย

ข้อมูลจ้า : น้องเิงือกได้เริ่มเจรจากับเครือทาทาตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยตอนแรกตกลงให้ทาทาเป็นผู้ส่งเมล็ดกาแฟและใบชาให้กับน้องเงือก แต่ต่อมาได้ตกลงร่วมทุน 50 : 50 เพื่อเปิดร้านขายปลีกกาแฟในอินเดียภายใต้แบรด์ "Starbucks Coffee A TATA Alliance" โดยใช้เมล็ดกาแฟที่ปลูกในอินเดียของเครือทาทา รวมทั้งสร้างแบรนด์ชา "TATA Tazo" เพื่อขายในการนี้โดยเฉพาะด้วย  นอกจากนี้ ยังให้มีผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มของทาทาขายในร้านน้องเงือกด้วย สรุปคือ ทาทาอาศัยชื่อและหน้าตาน้องเงือกในการทำตลาด ส่วนน้องเงือกต้องอาศัยความเจนพื้นที่ และอสังหาริมทรัพย์มากมายของเครือทาทาเพื่อตั้งไข่นั่นเอง (การหาสถานที่และพื้นที่เพื่อเปิดร้านในเมืองมุมไบเป็นเรื่องยาก และต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลเนื่องจากราคาที่ดินสูงมาก ส่งผลให้ค่าเช่าและราคาขายอสังหาริมทรัพย์สูงตามกันไป ทั้งนี้ เชื่อกันว่าเกิดจากการที่คนรวยกว้านซื้ออสังหาิริมทรัพย์เพื่อเก็งราคา ซึ่งก็เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ) นอกจากนี้ การจับคู่กับทาทายังช่วยน้องเงือกจากอาการปวดหัวที่จะเกิดขึ้นแน่นอนหากต้องเผชิญกับกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ของอินเดีย ซึ่งเปรียบดั่งหมู่หินโสโครก และเจ้าหน้าที่ทางการอินเดีย ที่เปรียบเสมือนโจรสลัดในท้องทะเลที่ไม่มีความแน่นอนแห่งนี้

น้องเงือกร้านแรกในอินเดีย เปิดที่เมืองมุมไบ เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2555 ในตึกที่นับเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์จากอังกฤษ โดยอยู่ใกล้ ๆ กับร้านแฟชั่นชั้นสูงอย่างคุณพี่ฤาษี Hermes ซึ่งอยู่ในตึกมรดกทางประวัติศาสตร์เช่นกัน น้องเงือกมีเป้าแพร่พันธุ์เป็น 50 สาขาในเมืองมุมไบภายในปีนี้ ก่อนเจาะเข้าเมืองหลวงอย่างกรุงนิวเดลีในต้นปีหน้า (2556) และตามด้วยเมืองเอกนครต่าง ๆ ของอินเดีย

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า น้องเงือกสองหาง จะนำพาสิ่งดี ๆ มาสู่ประเทศนี้ โดยเฉพาะ lifestyle ค่านิยม  และพฤติกรรม

ปล. วันที่ไปต่อแถวซื้อกาแฟ ยังมีอีตาแขกพุงยื่น มายื่นเอาพุงดันตลอดเวลา คือ คนที่นี่ชอบความใกล้ชิด เหมือนเวลาเดิน ... ไม่รู้เรดาร์พังหรือยังไร ชอบเดินหลบที่ว่างเข้าหาคน คือ ขอให้ได้เฉียด คงมีความสุข   ส่วนเวลาต่อแถวก็เช่นกัน ขอให้ได้เกือบเหยียบตรีนคนข้างหน้าเป็นใช้ได้ ขยับทุกครั้งแมร่งต้องมีสัมผัส ... คือ ตรูไม่ได้พิศวาสมรึงคร้าบ 


[_]า-(^o^)/ 



Wednesday, 31 October 2012

It's India ... จบมะ

สวัสดีครับพ่อแม่พี่น้อง หายหน้าหายตาไปนาน ถึงขนาดมีมิตรรักแฟนเพลงถามถึง (ว้าววว ... เพื่อนผมเองแหละ ไม่ใช่ใครอื่นไกล) ก็เลยต้องรีบมาสนองกันสักหน่อย  จริง ๆ มีเรื่องมากมายอยากจะเล่า (บ่น) ให้ฟังแต่เวลาไม่ค่อยอำนวย แต่แล้วเวลานั้นก็มาถึง ...

ขึ้นหัวเรื่องไว้แบบนั้น คงเดากันออกว่า มีเรื่องปลง ๆ มาให้ได้บันเทิงใจกันอีกแล้ว

ตัวละคร (1) ผมเอง (2) นาง A สัญชาติอินเดีย เจ้าของบริษัท L (3) บริษัท B สัญชาติอินเดีย (4) น.ส. C สัญชาติอินเดีย

ผม - ขอบคุณมากครับ ที่สนับสนุนการเข้าร่วมงานของเราในครั้งนี้ เราจะนำโลโก้ของบริษัทคุณขึ้นในฉากหลังของซุ้มของเราด้วย
นาง A - ไม่หรอกค่ะ ดิฉันซิคะที่ต้องขอบคุณที่ให้โอกาสเรา และสนับสนุนเราถึงเพียงนี้
ผม - ยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ ล่าสุดผมกำลังรอ บ.B ส่งแบบฉากหลังมาให้ดูอยู่นะครับ นี่เราก็มีเวลาเหลืออีกแค่ 4 วันเท่านั้น ผมส่งโลโก้ของทางผม และของคุณ A  ให้ บ.B ไปสักพักแล้ว ยังเงียบอยู่เลย ไม่รู้ทำไมช้านัก ผมว่ามันไม่ได้มีอะไรยากเลย แค่ฉากโล่ง ๆ แล้วก้มีโลโก้ 2 อัน    อ้อ... แล้วผมก็ตามไปทางคุณ C ผู้ประสานงานของงานด้วยแล้ว ซึ่งคุณ C ก็รับจะตามให้
นาง A - อย่าคิดมากค่ะ ทาง บ.B คงจะส่งให้ 1-2 วันก่อนวันงานแหละค่ะ ... You know ... It's India. 
ผม - ฮา ๆๆ ครับ ก็หวังว่าจะส่งมาก่อนวันงานนะครับ -_-" 

--- จบ ---

ตัวละคร (1) ผมเอง (2) นาง D ลูกน้องสัญชาติอินเดีย

ผม - คุณ D คุณ D ทำไมเอกสารนี่ยังไม่ได้อีก ส่งให้ทางการอินเดียไปตั้งนานแล้วนะ จะถึงกำหนดเส้นตายของเราแล้วนะ เหลือไม่กี่วันแล้ว
นาง D - It's India ... ไม่มีอะไรเร็วค่ะ ปกติก็จะได้รับประมาณ 1-2 วัน ก่อนเส้นตายแหละค่ะ
ผม - (ตรูล่ะเบื่อ -_-")  ... คุณตามหน่อยละกัน

--- จบ ---

ตัวละคร (1) ผมเอง (2) นาง D ลูกน้องสัญชาติอินเดีย (คนเดิม)

ผม - D D ทำไมเอกสารนี่ยังไม่ได้อีก ส่งให้ทางการมุมไบไปเป็นเดือนแล้วนะ ทำไมมันช้าแบบนี้
นาง D - เดี๋ยวตรวจสอบให้ค่ะ . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . (เสียงหัวเราะดังขึ้น)
ผม - (เดินไปหา D อีกครั้ง) เป็นไง ???
นาง D - อ้อ ฮาๆๆ คนประสานงานบอกว่า เราส่งเรื่องเร็วเกินไป (ประมาณ 1 เดือน ก่อนต้องใช้เอกสาร) ตอนนั้นพอได้รับจึงยังไม่ทำ และตอนนี้ก็หาเรื่องไม่เจอแล้วค่ะ หายไปแล้ว ขอให้ส่งไปใหม่ค่ะ
ผม - เวรเอ่ยยยยยยยย ทำงานกันล่วงหน้าไม่เป็นรึไงฟระ ไม่เข้าใจจริง ๆ
นาง D - ฮาๆๆ เป็นแบบนี้แหละค่ะ ... It's India.
ผม - เออ ๆ ครับ คุณจัดการด้วยละกัน บี้มาให้ทันล่ะ (ตรูล่ะเบื่อ -_-")

ปล. นาง D มีลูกล่อลูกชนที่ดีเป็นอย่างยิ่ง ขนาดผมเองยังไม่อยากมีเรื่องกะ she เพราะท่าทางจะเถียงไม่ทัน She จึงสามารถบี้เอกสารจากทางการได้ทันที่เราต้องใข้เสมอ นับเป็นทรัพยากรบุคคลชั้นเยี่ยม ขาดไม่ได้เลยทีเดียว ดังนั้น ถึงแม้จะต้องปวดกะโหลกลามถึงส้นเท้ากับสถานการณ์ It's India อยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ค่อนข้างวางใจเพราะยังมีนาง D คอยจัดการให้

--- จบ ---

 พอแค่นี้ก่อนนะครับ

\ (-:::-) \



Tuesday, 18 September 2012

โนบิตะ กับ อินเดีย

เวลาอยู่บ้านส่วนใหญ่ผมจะเปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้ ดูบ้างไม่ดูบ้าง โดยช่องที่เปิดเกือบจะตลอดคือ Disney Channel ซึ่งฉายโดเรมอนที่คุ้นเคยเป็นอย่างดีเกือบทั้งวัน จะมีเพียงว่า คราวนี้โดเรมอนและผองเพื่อนพูดภาษาฮินดีกัน ตอนแรกก็รู้สึกขัด ๆ เพราะมีความคาดหวังว่า ช่องนี้น่าจะเป็นภาษาต้นตำรับแล้วมี sub-title เป็นภาษาท้องถิ่นเพื่อให้เด็ก ๆ เข้าใจได้ แต่พอคิดไปคิดมา ที่พากย์เป็นภาษาท้องถิ่นก็น่าจะถูกต้องแล้ว เพราะเด็ก ๆ คงอ่านไม่ทัน และถ้าทันก็คงจะเป็นการดูการ์ตูนที่น่าเบื่อพิลึก

ผมเป็นแฟนโดเรมอนคนหนึ่ง และชอบอ่านและดูมาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะตอนยาวที่เป็นการผจญภัยในดินแดนต่าง ๆ ผมรู้สึกว่า การดูโดเรมอนช่วยพัฒนาสมองด้านขวา ซึ่งเป็นด้านแห่งจิตนาการของมนุษย์ เพราะของวิเศษต่าง ๆ ของโดเรมอนส่วนใหญ่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ เต็มไปด้วยความปรารถนาที่จะทำให้ชีวิตของมนุษย์สะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยเครื่องมือต่าง ๆ 

ตอนนี้ มีอายุแล้ว กลับมานั่งดู ก็ย่อมต้องมีบ้างที่รู้สึกว่า หลาย ๆ อย่าง มันไม่น่าจะใช่ แต่ก็คงเป็นเพราะรู้เยอะมากกว่าตอนเป็นเด็ก กำแพงแห่งความเป็นจริงจึงก่อตัวขึ้นปิดล้อมพื้นที่แห่งจินตนาการ

วันหนึ่งได้ดูโดเรมอนตอน "แว่นขยายวิเศษ" ซึ่งแว่นขยายนี้หากนำไปใช้ส่องสิ่งใด สิ่งนั้นจะขยายใหญ่ขึ้น (ก็คงแบบไฟฉายขยายส่วน และอุปกรณ์อีกมากมายที่ให้ผลลัพธ์เหมือนกัน) ซึ่งโนบิตะก็สามารถนำไปเล่นสนุกได้เช่นเคย โดยหนึ่งในนั้น คือ การช่วยเหลือแม่ ที่กำลังคลำหาแว่นตาบนพื้นห้อง เพื่อจะได้อ่าน นสพ. ต่อ ... โนบิตะเห็นดังนั้น จึงนำแว่นขยายไปส่อง นสพ. ให้ขยายใหญ่ขึ้นเท่ากับขนาดของพื้นห้องเพื่อให้แม่สามารถอ่านได้โดยไม่ต้องใช้แว่น

ประเด็นคือ ... มันใช่เหรอ แก้ปัญหาวิธีนี้เหรอ ไม่น่านะ เป็นเรา เราคงจะช่วยแม่หาแว่นใช่ไหมครับ แล้ว เอ่อ..ไอ้วิธีการแก้ปัญหาแบบนี้มันมาได้ไง คิดได้ไงเนี่ย 

ชั่วพริบตา ความคิดก็ผุดขึ้น นี่มัน นี่มัน ... ใครเลียนแบบใครฟระเนี่ย โนบิตะเลียนแบบแขก หรือแขกเรียนวิธีคิดแบบนี้จากโนบิตะ จะทางไหน มันก็หายนะชัด ๆ นี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากที่สะท้อนวิธีคิดของคนที่นี่ ที่ผมเห็นว่ามันไม่น่าจะใช่และภาวนาไม่ให้ต้องประสบพบเจอ เพราะมันคือความปวดกะโหลกอย่างสุดจะทน กลืนไม่เข้าคายไม่ออก นั่งกุมขมับอย่างเดียว

มีพี่ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า สมัยมาอยู่ที่นี้ใหม่ ๆ (ประมาณ 3 ปีที่แล้ว) ได้บ้านพักที่ไม่ดี ฝนตกแล้วน้ำรั่วซึมเข้ามาตามวงกบหน้าต่ืาง เล่นเอาน้ำเจิงนองไปเต็มห้อง จึงเรียกช่างมาซ่อม ... ไอ้เราก็คิดว่า "อ้อ ก็คงมาหารูรั่วและอุดซะ ไม่งั้นก็ยิงซิลิโคลนยาตามแนววงกบมันซะเลย น้ำก็ไม่เข้าแล้ว" แต่ไม่ใช่ครับ ผิดถนัด ที่นี่มีวิธีที่เหนือเมฆแบบสุด ๆ ทายให้ตายก็ไม่ถูกครับ สิ่งที่คุณช่างทำคือ สกัดพื้นหินอ่อนในห้อง หินอ่อนนะครับ สกัดเป็นร่องให้น้ำไหลซะ พร้อมเจาะกำแพงเป็นรูให้น้ำไหลออกไปข้างนอก ... (เข้าใจว่า พี่ท่านนั้นคงห้ามไม่ทัน หรือมาพบเอาสภาพสุึดท้ายหลัง "ซ่อม" เสร็จแล้ว) สมควรนั่งกุมกะโหลกและหัวเราะอย่างบ้าคลั่งให้กับโชคชะตาไหมครับ ??? ไม่รู้เอาอวัยวะส่วนไหนกลั่นกรองความคิดแบบนี้ออกมา เห่อ ...

การจัดเลี้ยงแบบบุฟเฟ่ต์ที่อินเดีย มีวิธีการนับจำนวนผู้เข้าร่วมงานที่น่าอัศจรรย์ (จริง ๆ แล้วน่าฉงนมากกว่า) ซึ่งหากนับได้เกินจากจำนวนขั้นต่ำที่ตกลงไว้เท่าใด ก็จะคิดเงินเพิ่มมากขึ้นตามจำนวนนั้น ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติครับ โรงแรมบางแห่งในไทยก็ทำเช่นนี้ แม้บางโรงแรม (ส่วนใหญ่ที่ผมเจอ) จะนับเพื่อแจ้งลูกค้าเจ้าของงานเท่านั้นว่า อาหารอาจจะไม่พอ จะให้เตรียมอาหารเพิ่มเติมจากที่ตกลงหรือไม่ ซึ่งเหตุการณ์อาหารขาดจะเกิดได้ก็จะต้องมีจำนวนแขกเกินพอสมควรเลยนะครับ เพราะปกติโรงแรมจะเผื่ออาหารไว้ประมาณ 10% อยู่แล้ว 

สิ่งที่พิเศษสำหรับประเทศแห่งนี้ คือ การใช้วิธีการนับจำนวนจานครับ (คิดได้??) เช่น สมมติจำนวนต่ำสุดตกลงกันไว้ทีื่่ 200 คน ทางโรงแรมก็จะนับจำนวนจานมาวางไว้ที่ไลน์บุฟเฟ่ต์จำนวน 200 จานเป๊ะ ไม่ขาดไม่เกิน นับแล้วนับอีก เดินผ่านไปมาเดี๋ยว ๆ ก็นับ จนกว่าจะถึงเวลาเริ่มงาน แต่ถ้าจานหมดขอเพิ่มได้ครับ แต่นั่นคือค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นตามจำนวนที่ขอเพิ่ม ... แปลว่า สมมติฐานคือ คนในงานแต่ละคนจะต้องใช้จาน ๆ เดียวเท่านั้น จะตักกี่ล้านรอบ อาหารผสมกันในจานจนเละขนาดต้องเลียให้จานสะอาดเพื่อใส่อาหารใหม่ ก็ต้องใช้มันจานเดียวเท่านั้น (แต่จริง ๆ แล้ว เรื่องอาหารผสมกันเละเทะ รู้สึกจะไม่เป็นประเด็นสำหรับคนที่นี้ส่วนใหญ่นะครับ) เพื่อให้จำนวนจานสะท้อนจำนวนผู้เข้าร่วมงานจริง ๆ ถ้าทำแบบที่เราคุ้นเคย คือ ตักมันหลายรอบ ตักไปเรื่อย ลุก ๆ นั่ง ๆ และที่สำคัญคือ เปลี่ยนจานกันตลอด เจ้าภาพมีเจ๊งครับ

ผลที่ตามมาจากการนับจานก็คือ ผมเชื่อว่าทางโรงแรมจะต้องเตรียมอาหารแบบเหลือเฟือแบบไม่คะเนตามจำนวนที่ตกลงกัน ผนวกกับพื้นฐานความเขี้ยวลากดินคือ ไม่ยอมให้ 10% ที่ต้องทำเผื่อเสียไปฟรี ๆ แบบไม่มีรายได้เพิ่ม เพราะไม่เช่นนั้นก็ควรจะให้จานเราเพิ่ม 10% ถูกไหมครับ แฟร์ ๆ 

ต่อมา ผลจากการไม่คะเนจำนวนอาหารที่เหมาะสมตามจำนวนขั้นต่ำที่ตกลงก็คือ การจัดเลี้ยงที่นี่ คุณไม่สามารถห่ออาหารที่เหลือกลับบ้านได้ แม้คุณจะเป็นเจ้าของงาน ซึ่งผมเชื่อว่า เป็นเพราะหากสามารถนำอาหารกลับได้โรงแรมอาจจะขาดทุน เพราะมันคงทำเกินออกมามั่ว ๆ ซั่ว ๆ ตามสไตล์ โดยโรงแรมให้เหตุผลว่าที่ต้องทำแบบนี้เพราะไม่ต้องการให้อาหารขาด (ตลกละมรึง คิดได้ไง) คาดว่า จริง ๆ เวลาลูกค้าที่เป็นแขกด้วยกันมาจัดงานอาจจะเจอปัญหากินไม่หยุด หรือแอบเอากลับบ้าน แล้วมากล่าวหาว่าโรงแรมเตรียมอาหารน้อย ไม่เป็นไปตามที่ตกลง และอาจจะพยายามลดจำนวนเงินที่ต้องจ่ายโรงแรมลง ซึ่งก็อีกแหละครับ ผมว่ามันสะท้อนความไม่ไว้ใจซึ่งกันและกันและความพร้อมจะเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นของคนพวกนี้ (ผมคิดว่า การที่ตู้เย็นที่นี่มาพร้อม feature เสริมคือ กุญแจล็อคตู้ในตัว ก็น่าจะสะท้อนความเป็นจริงของสังคมที่คนต้องปากกัดตีนถีบและพร้อมจะเอาเปรียบผู้อื่นเพื่อประโยชน์ของตนเสมอ)

สรุป วิธีคิดแบบนี้ มันไม่ใช่ เป็นวิธีแก้ปัญหาแบบแกน ๆ ซึ่งคงใช้ได้กับคนประเภทเดียวกันเท่านั้น แถมเวลาไปต่อรองให้ไม่นับจำนวนจาน ขอแค่ให้เตรียมอาหารมาตามที่ตกลงพร้อมขั้นต่ำ +10% อีเซลมันยังมีหน้ามาบอกว่า "โอ้ ไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อน เป็นครั้งแรกเลย เรานับจานกันมาตลอด ทุกที่ในประเทศอารยธรรมเก่าแก่ (แต่หยุดเจริญไปแล้วหลายสิบปี) แห่งนี้ก็ทำเช่นนี้" ซึ่งถ้าโรงแรมมันนับ เราก็ต้องไปนับด้วยอีก เพราะ เหมือนที่คำโบราณว่าไว้ "ให้ตีแขกก่อนงู" ใครจะไว้ใจครับ

สรุป สวดส่งให้ไปที่ชอบ ๆ ... พร้อมแหกปากไล่หลังไปว่า "เห้ย เปิดตาดูโลกบ้าง มรึงไม่ใช่ศูนย์กลางจักรวาลโว้ย เอาแค่ทวีปเอเชียมรึงยังเป็นศูนย์กลางไม่ได้เลย สวัสดี"



t.(-_-")



มินิกาพย์ : สงครามยึดพื้นที่ (ครัว++) - สงครามตลอดกาล

ความเดิมตอนที่แล้ว ... หลังจากปฏิบัติการ "Smoke Their Arses" ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม จนเกือบจะเชื่อว่าหมด หมดแน่ ๆ ชนะอย่างเด็ดขาดแน่นอนแล้ว โดยไม่ต้องเิปิดแนวรบทางบก แต่แล้ว ข้าศึกก็ส่งหน่วยม้าเร็ว มาส่งสัญญาณ (ขี้เย้ย) ว่า สงครามยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ หึ หึ หึ จัดไปครับพี่น้อง

เปิดแนวรบทางบก - สงครามอาวุธเคมี

Note : อาวุธเคมีเป็นหนึ่งในกลุ่มอาวุธร้ายแรง หรือ weapon of mass destruction (WMD) โดยอีกสองชนิดคือ นิวเคลียร์ และอาวุธชีวภาพ จำได้ไหมครับ ตอนปี 2003 สหรัฐฯ ส่งกองกำลังบุกเข้าอิรัก เปิดสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งที่ 2 ภายใต้การนำของประธานาธิบดี จอร์จ บุช (คนลูก) เพื่อจัดการประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน เนื่องจากเชื่อว่า อิรักครอบครอง WMD ซึ่งนับเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ แต่สุดท้ายก็หาไม่เจอครับ หน้าแหกไปตามระเบียบ - ให้ข้อมูลเฉย ๆ นะครับ และในการปฏิบัติการของผมนี้ไม่ได้ใช้อาวุธเคมีจริง ๆ แต่อย่างใด แต่แน่นอนครับ มีแมลงสาบตายในการปฏิบัติการนี้จริง

หลังจากโดนเย้ย ผมได้หารือกับทีม เสธ. (เสนาธิการ) และหน่วยข่าวกรองเพื่อประมวลข้อมูลก่อนวางแผนการรบขั้นต่อไป ข้อมูลทำให้เราทราบว่า ระเบิดควันจะไม่ทำอันตรายต่อไข่ข้าศึก และข้าศึกบางส่วนอาจจะสามารถทนกับระเบิดควันได้ เพราะมีความอึดเป็นเกราะ ก็ขนาดมีบรรพบุรุษเป็นเพื่อนกับไดโนเสาร์มาแล้ว ไม่ธรรมดาครับ ไม่ธรรมดา

ไข่ข้าศึกมีระยะเวลาฟักเป็นตัวประมาณ 30-46 วัน แปลว่าถ้ามีไข่ที่มีอายุถึงตามนี้ ย่อมสามารถฟักได้ทุกเมื่อ !! เมื่อฟักแล้วจะโตเต็มวัยในระยะเวลา 7 วัน และจะเริ่มผสมพันธุ์ตั้งแต่เห็นโลกได้ 4-7 วัน ... ช่างเป็นวัฏจักรที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ช้าไม่ได้เลย

เราจึงตัดสินใจ เปิดแนวรบทางบกในทันที ... แต่ดันไม่มียุทโธปกรณ์ซะนี่

ตอนแรกวางแผนว่าจะวางกับระเบิด (บ้านแมลงสาบ) ซึ่งรอผู้ที่เป็นห่วงสวัสดิภาพของผมจัดหาและส่งมาใ้ห้จากประเทศไทย แต่ก็เห็นว่าเป็นยุทธวิธีที่เน้นการตั้งรับมากกว่า แต่จังหวะนี้ต้องรุกคืบอย่างเดียวเพื่อทำลายฐานที่มั่นข้าศึกให้ราบคาบครับ ต้องกวาดล้างให้หมดโดยเร็วที่สุด .ข้าศึกอ่อนแอ ต้องรีบซ้ำ"  ไม่งั้นอาจจะกลายเป็นสงครามติดพัน ยืดเยื้อ แล้วเราจะเสียเปรียบแน่นอนครับ เพราะข้าศึกสามารถสร้างกองกำลังจำนวนมากขึ้นใหม่ได้อย่างรวดเร็วอย่างน่าตระหนก อีกทั้ง ทรัพยากรเราก็ร่อยหลอไปเรื่อย ๆ ครับ ระเบิดควันก็หมดไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถเปิดการโจมตีทางอากาศได้ซ้ำอีกในเวลาอันใกล้นี้

2 วันถัดมาผมจึงได้จัดหาอาวุธเคมีหลัก คือ ยาฉีดแบบมีหัวเล็กทะลุทะลวง โดยได้รับข้อมูลสารเคมีจากทีม เสธ. ว่า ให้เลือกใช้สารเคมีกลุ่ม Pyrethroid เช่น Cypermethrin, Permethrin หรือ Deltamethrin กว่าจะหาได้ ไม่ง่ายเลยครับ สุดท้ายได้ Deltamethrin มาพร้อมหัวรบทะลุทะลวง

เช้าตรู่วันถัด ได้เปิดแนวรบอย่างเป็นทางการ และเริ่มการรุกคืบ บุกโจมตีฐานที่มั่นทางบก เน้นเฉพาะที่ ๆ น่าจะเป็นที่มั่นของศัตรู แต่ไม่เห็นตัวนะครับ ซอกอะไรทั้งหลาย ซอกต่าง ๆ ยิ่งเป็น build-in จะมีพวกช่องต่าง ๆ ที่เราไม่รู้ว่ามีอยู่ เช่น ช่องว่างระหว่างพื้นครัวกับพื้นตู้ หรือลิ้นชัก ก็ต้องซอกแซกเข้าไปให้ได้มากที่สุดครับ เราส่งขีปนาวุธโจมตีแบบจัดเต็ม ไม่มียั้ง

ผ่านไป 1 สัปดาห์หลังการโจมตีทางบก ไม่พบหลักฐานความสูญเสียของฝ่ายตรงข้าม แต่ก็ไม่พบหลักฐานของการคงอยู่เช่นกัน

เราจึงถล่มซ้ำอีก 1 รอบ พร้อมขยายแนวป้องกันโดยการฉีดเบา ๆ ตามมุมในห้องอื่น ๆ เพื่อป้องกันการขยายแนวรบของฝั่งตรงข้าม ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดีครับ จนกระทั่ง ... จนกระทั่ง วันที่ทหารราบมือสังหารฝ่ายข้าศึกเกือบเข้าถึงตัวผมในห้องนั่งเล่น ... มันเปิดแนวรบใหม่จนได้

วันนั้นประมาณ 4 ทุ่ม ผมกำลังนอนดูทีวีอยู่ที่โซฟา กำลังเคลิ้ม ๆ จะคล้อยหลับ แต่แล้ว ก็เห็นทางหางตาว่าเหมือนมีอะไรเคลื่อนไหว ๆ ใกล้เข้ามาแล้วก็หยุด ตอนนั้น ด้วยอารมสลึมสลือ จึงคิดว่า ตาพร่าไป แต่ในบัดนั้นเอง ชั่วเสี่ยววินาที จิตใต้สำนึกก็ปลุกสติขึ้นมาว่า "เห้ย แม่งมีอะไรแน่ ๆ" เท่านั้น แหละครับ ลุกพรวดขึ้นมา มองสำรวจและจ้องเขม็ง ... เห้ย ไอ้ตัวเล็กมีลาย ซึ่งตอนนี้ยืนหยุดอยู่ห่างจากตำแหน่งหัวของผมที่นอนอยู่เมื่อชั่วอึดใจที่แล้วเพียงไม่กี่นิ้ว โอ้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ หยาบคายมาก

ผมจึงได้เข้าประจัญบานแบบ close combat หรือการต่อสู้ในระยะประชิด อีกฝ่ายเมื่อเห็นว่าเรารู้ตัวแล้ว จึงรีบเร่งฝีเท้าหนี แต่ไหนเลยจะทัน เรียบร้อบครับ โดนอัดกระแทกกับเบาะน็อกไปตรงนั้น (ผมไม่ได้โดนมันหรอกครับ พอดีมันดันไปหลบในร่องเบาะ ซึ่งแข็งพอสมควร จึงอัดซะ ...) ใจหนึ่งก็แบบ "เห้ย ถ้าตีเละแถวนี้ ก็สกปรกเกินรับได้" อีกใจก็แบบ "เห้ย หนีแล้ว ๆ ต้องทำอะไรสักอย่าง" ... ทันใดนั้นหลอดไฟแห่งความคิดก็ส่องประกายสว่างสุกใสขึ้นมา ประดุจหนึ่งซดซุปไก่สกัดตราแ_รนด์เข้าไป

หลังจากน็อกเจ้ามือสังหารไป และระบุตำแหน่งนอนหงายท้องของมันได้แล้ว ผมก็รุดไปขอความช่วยเหลือจากหน่วยทหารม้า (แต่ก่อนก็คือ ทหารขี้ม้าขี้ช้างออกรบ แต่เดี๋ยวนี้ก็คือ รถถัง และรถประเภทต่าง ๆ ที่ใช้ในการสงคราม) ทายสิครับ อะไร ... 3 2 1 0 ... ใช้แล้วครับ เครื่องดูดฝุ่นนั่นเอง กว่าจะรื้อออกมาและประกอบร่างเสร็จสมบูรณ์ก็กินเวลาหลายอึดใจทีเดียว ตอนนั้นรีบมากครับเพราะกลัวเจ้ามือสังหารตื่นจากนิทรา (ผมเชื่อว่ามันยังไม่ตายครับ) แล้วจะหากันไม่เจออีก แต่แล้วก็ยังไม่ฟื้นครับ ยังคงนอนแผ่หราอยู่อย่างนั้น จึงโดนซัดโฮกเข้าไปเรียบร้อย

ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่เหตุการณ์พยายามลอบสังหาร ก็ได้มีการลาดตระเวนร่วมผสมระหว่างเหล่าราบกับม้า ตลอดแนวรบห้องนั่งเล่นทุกซอกทุกมุมทุกวัน จนชุมชนแมงมุมพลอยเดือดร้อนไปด้วย (แมงมุมนี่ก็เยอะครับ และขยันเป็นบ้า ยิงใยกันอย่างเมามัน เผลอแปบ ๆ ที่ที่เพิ่งเดินผ่านได้ 10 นาที มีใยแมงมุมซะงั้น โดนเราเดินฝ่าไป ใยขาดไป พี่ ๆ แกก็ยิงกันใหม่แบบสไปเดอร์แมน ไม่มีย่อท้อ) และที่สมรภูมิเดิม (ครัว) เราก็ยังโจมตีด้วยอาวุธเคมีหลักแบบไม่หวังผลเป็ยระยะ ๆ ซึ่งล่าสุด ก็มีหลักฐานความสูญเสียเล็กน้อยของข้าศึกปรากฏให้เห็น   

ณ จุดนี้ คงยังบอกไม่ได้ว่า สงครามจะสิ้นสุดลงเมื่อใด เนื่องจากเราไม่สามารถตอกฝาโลงของมัน และยืนยันชัยชนะได้อย่างเต็มปาก อย่างไรก็ตาม มาตรการต่าง ๆ จะคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มงวดรัดกุมเพื่อรักษาพื้นที่ยึดครองของเราเอาไว้ให้ได้ไปตลอช่วงที่ผมอาศัยอยู่

ถึงตรงนี้ หากเป็นภาพยนตร์ ก็คงเป็นแนวให้ไปคิดต่อกันเอาเอง โดยมีฉากจบประมาณ "ผมกำลังขี่เครื่องดูดฝุ่นมือถือยาฆ่าแมลงออกลาดตระเวนตามตะเข็บชายแดน และเคลื่อนห่างออกไปทุกที โดยมุ่งหน้าสู่ดวงตะวันที่กำลังจะลับขอบฟ้าไป ..." และก็ตัดกลับมาที่มุมมืดแห่งหนึ่ง zoom เข้าไปพบ "ไข่ข้าศึกหลายร้อยฟอง แต่ละฟองล้วนมีการเคลื่อนไหวจากภายใน" พรึ่บ จอมืด ...


~ The E N D ~