Sunday, 26 April 2015

การเงิน - เรื่องใกล้ตัว (1 - ข้อผิดพลาดเกี่ยวกับเงินที่พบเสมอ)



ได้มีโอกาสอ่านหนังสือ Mad Money Journey: A Financial Adventure ของ Mehrab Irani ซึ่งมีเนื้อหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่อง หลักการและแนวทางการจัดการ “เงิน” ที่เป็นประโยชน์ จึงขอสรุปไว้ แต่หากอ่านจากต้นฉบับก็น่าจะได้ข้อคิดมากกว่าแน่นอน

Mad Money Journey: A Financial Adventure
Published by Jaico Publishing House
A-2 Jash Chambers, 7-A Sir Phirozshah Metha Road
Fort, Mumbai - 400 001
© Mehrab Irani
MAD MONEY JOURNEY
ISBN 978-81-8495-577-4

เรื่องก็มีอยู่ว่า นายแพทย์ผู้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานคนหนึ่ง แต่กลับล้มเหลวทางการเงินสุด ๆ จากการซื้อบ้านและรถแพง ๆ การลงทุนในทรัพย์สินที่ไม่สร้างรายได้ และการขาดทุนจากการเก็งกำไรหุ้น จนพยายามจะฆ่าตัวตาย แต่ก็ไม่สำเร็จ ด้วยโชคชะตาจึงนำพาให้คนที่ช่วยนายแพทย์คนนี้จากการฆ่าตัวตายคือ เพื่อนเก่าสมัยประถมที่ต้องออกจากโรงเรียนไปเพราะไม่สามารถสอบเลื่อนชั้นได้ เพื่อนคนนี้ได้กลายเป็นมหาเศรษฐีเจ้าของกิจการผู้ประสบความสำเร็จ และได้ออกทุนส่งนายแพทย์คนนี้ไปพบกับบุคคลต่าง ๆ ทั่วโลกเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับหลักการและแนวทางการบริหารเงินจากชีวิตจริงของคนเหล่านี้ แน่นอน คนเหล่านี้คือ กลุ่มคนที่เพื่อนคนนี้ได้เคยช่วยให้พ้นจาก “การเป็นทาสของเงิน” และกลับมาเป็น “เจ้านายของเงิน” เหมือนที่กำลังช่วยนายแพทย์คนนี้

หมายเหตุ - เนื่องจากเป็นหนังสือที่เขียนขึ้นในบริบทของอินเดียเป็นหลัก ข้อมูลบางอย่างจึงอาจไม่ตรงในบริบทประเทศไทย


จุดหมายที่ 1 - กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร -- บทเรียนที่ 1 - ข้อผิดพลาดเกี่ยวกับเงินที่พบเสมอ
                - ต้องรู้จักยอมรับความล้มเหลว เรียนรู้จากข้อผิดพลาดและตัดขาดทุน แทนที่จะถมเงินเพื่อรักษาเงินต้นอย่างมืดบอด และลงเอยด้วยการเสียเงินมากกว่าเดิม หรือแย่กว่านั้นคือ สูญเสียทุกอย่างแม้แต่ช่องทางและอุปกรณ์หากิน ในขณะเดียวกันการตัดขาดทุนก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้การลงทุนที่ดีที่ผ่านเข้ามา (หากจับโอกาสนั้นไว้ได้)
                - ถึงเวลาตัดสินใจต้องตัดสินใจ เพราะการไม่ตัดสินใจก็เหมือนการตัดสินใจจะไม่ทำอะไร ซึ่งสามารถเกิดผลเสียได้
                - การตัดสินใจต้องหาข้อมูลและศึกษาวิเคราะห์ให้ดี อย่ามั่นใจเกินไป มีอคติเข้าข้างตัวเองให้น้อยที่สุด อย่ายึดติดกับแนวคิดเดิม ๆ เรื่องราวของคนอื่น หรือพฤติกรรมฝูงชน แต่ก็ต้องไม่ขาดความมั่นใจเพราะจะทำให้เสียโอกาสได้
                - อย่าซื้อของที่ไม่จำเป็น ไม่เช่นนั้นไม่นานอาจจะต้องขายของที่จำเป็น (เพื่อเอาเงินมาใช้หนี้) - วอเรน บัฟเฟตต์
                - เห็นคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ที่แม้จะได้มาฟรี ๆ (รวมถึงเงินจากมรดกหรือถูกรางวัล)
                - อย่าเป็นคนขี้เหนียว (งก) แม้การมีชีวิตอยู่อย่างตืด ๆ จะทำให้คุณมีเงินมากขึ้นได้ แต่คุณก็ไม่สามารถจะรักษาความมั่งคั่งไว้ได้หากไม่ลงทุนแบบผู้มั่งคั่ง (หมายถึง การศึกษาวิเคราะห์ และกล้ารับความเสี่ยงในสิ่งที่ศึกษาวิเคราะห์แล้ว)
                - ผลตอบแทนจากการออมหรือการลงทุนที่ดี เมื่อหักภาษีแล้วจะต้องเอาชนะเงินเฟ้อได้
                - ธนาคารไม่ได้ทำให้เงินงอกเงยเสมอไป (หลังหักภาษีและเงินเฟ้อ)
                - นายหน้าหรือผู้แนะนำทางการเงินไม่ได้รู้จริงเสมอไป ดังนั้น จงฟังคนอื่น แต่เชื่อในการศึกษาวิเคราะห์ของตัวเองก่อนตัดสินใจลงทุน จำไว้เสมอว่า ผู้ที่รับความเสี่ยงคือ ตัวเราเอง



ติดตามต่อ - จุดหมายที่ 2 - กรุงคาบูล อัฟกานิสถาน -- บทเรียนที่ 2 - ว่าด้วยการประกัน

* * * * * * * * * * *

การเงิน - เรื่องใกล้ตัว (0 - กฎว่าด้วยชีวิตและเงิน)



ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือ Mad Money Journey: A Financial Adventure ของ Mehrab Irani ซึ่งมีเนื้อหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่อง หลักการและแนวทางการจัดการ “เงิน” ที่เป็นประโยชน์ จึงขอสรุปไว้ แต่หากอ่านจากต้นฉบับก็น่าจะได้ข้อคิดมากกว่าแน่นอน

Mad Money Journey: A Financial Adventure
Published by Jaico Publishing House
A-2 Jash Chambers, 7-A Sir Phirozshah Metha Road
Fort, Mumbai - 400 001
© Mehrab Irani
MAD MONEY JOURNEY
ISBN 978-81-8495-577-4

เรื่องก็มีอยู่ว่า นายแพทย์ผู้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานคนหนึ่ง แต่กลับล้มเหลวทางการเงินสุด ๆ จากการซื้อบ้านและรถแพง ๆ การลงทุนในทรัพย์สินที่ไม่สร้างรายได้ และการขาดทุนจากการเก็งกำไรหุ้น จนพยายามจะฆ่าตัวตาย แต่ก็ไม่สำเร็จ ด้วยโชคชะตาจึงนำพาให้คนที่ช่วยนายแพทย์คนนี้จากการฆ่าตัวตายคือ เพื่อนเก่าสมัยประถมที่ต้องออกจากโรงเรียนไปเพราะไม่สามารถสอบเลื่อนชั้นได้ เพื่อนคนนี้ได้กลายเป็นมหาเศรษฐีเจ้าของกิจการผู้ประสบความสำเร็จ และได้ออกทุนส่งนายแพทย์คนนี้ไปพบกับบุคคลต่าง ๆ ทั่วโลกเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับหลักการและแนวทางการบริหารเงินจากชีวิตจริงของคนเหล่านี้ แน่นอน คนเหล่านี้คือ กลุ่มคนที่เพื่อนคนนี้ได้เคยช่วยให้พ้นจาก “การเป็นทาสของเงิน” และกลับมาเป็น “เจ้านายของเงิน” เหมือนที่กำลังช่วยนายแพทย์คนนี้

หมายเหตุ - เนื่องจากเป็นหนังสือที่เขียนขึ้นในบริบทของอินเดียเป็นหลัก ข้อมูลบางอย่างจึงอาจไม่ตรงในบริบทประเทศไทย

ก่อนเดินทาง - มุมไบ -- บทเรียนเริ่มต้น - กฎว่าด้วยชีวิตและเงิน
                - ปัญหาของคนส่วนใหญ่ไม่ใช่มีเงินมากหรือน้อยเกินไป แต่คือ การขาดความรู้เกี่ยวกับเงิน ซึ่งจะช่วยจัดการกับเงินไม่ว่าจะในขั้นตอนการหาเงิน การปกป้องเงิน การแบ่งสรรเงินไปทำสิ่งต่าง ๆ (ทำงบประมาณ) การออม การใช้จ่าย การกู้ยืม การลงทุน และการทำประกันรักษาทรัพย์ เพื่อให้สามารถรักษาสมดุลที่เหมาะสมระหว่างชีวิตกับเงิน
                - เงินเป็นทรัพยากรที่มีอยู่มากล้น เพราะเป็นเพียงกระดาษที่สมมติขึ้นและยอมรับกันว่ามีค่า (โดยการรับรองของรัฐบาล) ต่างจากทรัพยากรอื่น ๆ ที่มีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้น จึงไม่ต้องวิ่งตามเงิน “เงินก็เหมือนรถเมล์และรถไฟ เดี๋ยวก็วนมาใหม่เรื่อย ๆ” แต่ “เงินก็เหมือนไฟฟ้า วิ่งไปวิ่งมา (โอกาสทำเงินมีมากมาย) แต่เราต้องจับมันมาทำให้บ้านเราสว่างให้ได้”
                - เงินเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา (มีมากหรือน้อยเกินไป) จึงไม่สามารถเป็นคำตอบในตัวมันเอง (ปัญหา ทางออก) ทางออกคือ ความรู้เกี่ยวกับเงิน
                - ให้เงินทำงานให้ (ผลตอบแทนจากเงินในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เงินปันผล ดอกเบี้ย ค่าเช่า ฯลฯ) อย่าทำงานเพื่อเงิน (มีผลตอบแทนแบบเดียวคือ เงินค่าแรงหรือเงินเดือน)
                - การลงทุนให้หวังรายได้ทางอ้อมจากสิ่งนั้น (เช่น เงินปันผล ดอกเบี้ย ค่าเช่า) แต่อย่าหวังรายได้จากการขายสิ่งนั้น เพราะการลงทุนโดยหวังรายได้จากการขายมักจะเอนเอียงเป็นการเก็งกำไร ซึ่งจะเกิดความเสี่ยงเกินกว่าที่ควร แต่หากเป็นการลงทุนเพื่อผลตอบแทนทางอ้อม เราจะถูกบังคับให้พิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ที่จะเอื้อให้เกิดรายได้ทางอ้อม ซึ่งการจะสร้างรายได้ทางอ้อมที่ดีได้ ทรัพย์สินนั้นต้องมีปัจจัยพื้นฐานที่ดี เช่น หุ้นของบริษัทที่กิจการแข็งแกร่ง หรืออสังหาริมทรัพย์ในทำเลที่ดี
                - ศัตรูตัวฉกาจของเงินที่เราหาได้คือ ภาษีและเงินเฟ้อ เราต้องหาทางเอาชนะ (โดยถูกกฎหมาย)

ติดตามต่อ - จุดหมายที่ 1 - กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร -- บทเรียนที่ 1 - ข้อผิดพลาดเกี่ยวกับเงินที่พบเสมอ

* * * * * * * * * * * 

Monday, 13 April 2015

หนีเที่ยวเนปาล - (ตอนที่ 7) ทิ้งท้าย กลับสู่ความวุ่นวาย

วันต่อมาเราจับเครื่องแต่เช้ากลับกาฐมาณฑุ เมื่อถึงที่พัก (ที่เดิม) ก็ต้องโทรแจ้งทางบ้านกันเป็นพัลวันเพราะข่าวหิมะถล่มเมื่อวันก่อนหน้าเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตทีเดียว

วันนั้นเราพักผ่อนและออกไปชมเมืองเล็กน้อย (Kathmandu Durbar Square) ก่อนไปปลอบประโลมกระเพาะด้วยอาหารเกาหลีในมื้อค่ำ ซึ่งอร่อยทีเดียวครับ (มุมไบ ณ ตอนนั้น ยังไม่มีร้านอาหารเกาหลีเลยครับ)




เบียร์ท้องถิ่นอีกหนึ่งชนิดที่ได้พบเจา จำได้ว่า Everest นุ่มกว่ามาก


ความวุ่นวายที่หลบหนีมาเริ่มขึ้นอีกครั้งตั้งแต่การไปนั่งรอเครื่องไปยังมุมไบ คนจำนวนมากทั้งอินเดียและเนปาลต่างรอเดินทาง อยู่มาขนาดนี้ เราสามารถแยกออกได้พอสมควรว่า เนปาลหรืออินเดีย เพียงดูจากหน้าตาและอากัปกิริยา มันไม่ยากเท่าใดนัก




เครื่องบินของ UN

เราใช้บริการสายการบิน Jet เพราะไม่มีทางเลือกมากนัก ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า ชื่อชั้นดีกว่าสายการบินแห่งชาติอินเดียหลายขุม แต่ Jet ก้มักจะสร้างความประหลาดใจให้ผู้โดยสารอยู่เสมอ ๆ ผมโดนมาพอสมควร เช่น โดนเร่งให้เชคอินบอกว่า เครื่องจะออกแล้ว ทั้ง ๆ ที่เราไปก่อนเวลาเครื่องออกเกิน 1 ชม. คนอื่นก็วิ่งหน้าตั้งตาลีตาเหลือก แต่สำหรับผม ไม่มีทาง ดูเวลา แล้วก็ตามนั้น สุดท้ายเครื่องออกก่อนเวลาประมาณ 15 นาที (เพื่อ???) หรืออย่างการตั้งด่านตรวจค้นร่างกายและสัมภาระเพิ่มเติมจากด่านของสนามบิน

ที่เนปาลครั้งนี้ก็เจอด่านพิเศษ ตั้งซุ้มตรวจกันหน้าประตูเครื่องเลยทีเดียว คือ จะบอกว่ามาตรฐานสายการบินดีกว่าสนามบินก็ฟังไม่ค่อยขึ้น แต่ก็มักจะมีการสุ่มเที่ยวบินตรวจพิเศษแบบนี้ให้เห็นเป้นประจำ ไม่เว้นแม้กระทั่งเที่ยวบินภายในประเทศ

mobile unit สุด ๆ แต่คือ แดดแรงมาก


พอถึงมุมไบ ยังไม่ทันลงจากเครื่องก็ได้อารมณ์เสียกับแขกที่จะต้องแย่งชิงรีบลงจากเครื่อง ไม่ทราบจะรีบอะไรขนาดนั้น พวกนี้จะชอบเดินเตะโดนส้นเท้าคนข้างหน้า ข้างหน้ายังไม่ขยับก็ยังจะดัน ๆ เดิน ๆ คือ ไม่เข้าใจและรำคาญมาก วันนั้นอารมณ์ไม่ค่อยดีอยู่แล้ว แขกข้างหลังที่เตะเท้าผมไป 2-3 ครั้ง เลยชักศอกกระทุ้งตอบแทนไป 1 ดอก พร้อมหันกลับไปชี้หน้า ... เห่อ เบื่อจริง ๆ

จบแล้วครับ การผจญภัยรอบนี้ ได้รู้และได้รับอะไรหลายอย่าง ได้หน้าดำ ๆ หนังลอกเป็นแผ่น ๆ (ขนาดนิ้วมือยังลอก) ได้ทนกับความหนาว ได้ทดสอบสุขภาพ ได้เดินในอากาศชิว ๆ แต่ตะคริวกิน ได้ทานอาหารอย่างขนมปังทิเบตราดน้ำผึ้ง อาหารญี่ปุ่นและเกาหลี ได้พบคนเนปาลที่นารัก ได้เป็นได้นั่งในร้านรวงต่าง ๆ ที่เจริญหูเจริญตา ฯลฯ นับว่าเป็นทางเลือกในการหลบอินเดียไปพักผ่อนที่คุ้มค่าและใกล้กว่าเมืองไทย


จบ ... หนีเที่ยวเนปาล


Y(^ " ^)Y






Sunday, 12 April 2015

หนีเที่ยวเนปาล - (ตอนที่ 6) ความท้าทายกับการสูญเสีย

หลังจากพี่ที่ไปด้วยกันฟื้นจากพิษไข้ ราว ๆ เที่ยง เราก็ตัดสินใจลงจาก Namche ทันที เพราะไม่ต้องการเร่งเดินในวันถัดมา ซึ่งตามแผนจะต้องนอนที่ Namche อีกหนึ่งคืนและเดินรวดเดียงถึง Lukla ในวันถัดมา

เรามุ่งหน้า Monjo กะว่าจะไปนอนตีพุงที่โรงแรมแสนงามที่เดินผ่านไปตอนขาขึ้น (จำได้ไหมครับ ที่เราไปแวะพักเข้าห้องน้ำและดื่มอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ) แต่ปรากฏว่า ... เฟลลลล โรงแรมแจ้งว่า มีน้ำอุ่นไม่พอให้บริการหากจะมีแขก walk-in เข้าพักเพิ่ม เซ็งไปตามระเบียบแต่ก็ประหยัดเงินไปได้เกือบ 200 ดอลลาร์ ใช่ครับค่าห้องพักต่อคืนรวมอาหารเช้าเกือบ 200 ดอลฯ สรุป เราพักทานอาหารเที่ยงที่นั่นก่อนเดินไปหาที่พักเอาดาบหน้า

ท้ายที่สุด เดินเลยไปหน่อยเดียวเราก็ได้ที่พักที่ราคา 300 ... รูปีเนปาล และมีน้ำอุ่นให้อาบ ขอบอกว่าฟินมาก ณ จุดนั้น

วันรุ่งขึ้นเราก็เดินสบาย ๆ กลับ Lukla คนที่สภาพแย่ที่สุดคงไม่พ้น ญ.แกร่ง เมื่อวันก่อน ที่ออกอาการล้าอย่างเห็นได้ชัด ถึงขนาดต้องลากกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะช่วงขาขึ้น Lukla ที่โหดเอาการ เป็นบันไดขึ้น ๆ ลง ๆ ยาวทีเดียว ... แต่เราก็ผ่านไปได้และเข้าสู่ Lukla ซึ่งถึงแม้จะเดินผ่านไปแล้วตอนขาไป แต่ก็เป็นครั้งแรกที่ได้ค่อย ๆ เดินดูเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ ถึงเห็นร้านรวงต่าง ๆ น่ารัก น่านั่ง อย่าง Everest-buck ซึ่งมองเผิน ๆ เหมือนนางเงือกเขียวนาม Starbucks ไปเปิดร้านอยู่ที่นั่น (ก็เล่นใช้ชื่อ Starbucks Coffee Lukla แต่โลโก้เป็น Everest)



มีแก้วขายด้วย
หลังจากชมเมืองได้สักพักเล็ก ๆ เราก็มุ่งหน้าสู่ที่พักซึ่งอยู่ติดกับสนามบิน Lukla (ที่เดิมที่เรานั่งรอโชคชะตาในวันแรกที่มาถึง)

เมื่อเราเดินถึงสนามบินก็สังเกตเห็นถึงความไม่ปกติ มีคนเกาะรั่วมุงดูลานบินจำนวนมาก มีเฮลิคอปเตอร์กองทัพบกเนปาลลำใหญ่จอดอยู่ และข้าง ๆ มีกองของออะไรสักอย่างมีผ้าคลุมปิดอยู่

ไกด์ได้ไปสอบถามแล้วมาเล่าให้เราฟังว่า กองที่เห็นคือ ศพผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์หิมะถล่มห่างจาก EBC ไปประมาณ 3 กม. ผู้นำทางชาวเชอร์ปาและทีมชาวท้องถิ่นที่ไปกรุยทางเตรียมตั้งแคมป์ล่วงหน้าให้ทีมปีนเขาชาวต่างชาติที่จะขึ้นสู่ยอด Everest โดนหิมะถล่มอย่างจัง เสียชีวิต 18 คน

ทางการกำลังให้ความช่วยเหลือและลำเลียงศพลงจากที่เกิดเหตุ โชคยังดีอยู่บ้างที่มีคนรอด เราก็เห็นพยุงขึ้น ฮ. เพื่อไปรักษาตัวที่กาฎมาณฑุ และโชคยังดีที่ทีมปีนเขาต่างชาติยังไม่ได้ตามขึ้นไปไม่เช่นนั้นคงมีผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม ภาพที่เห็นน่าเศร้ามาก สมาชิกครอบครัวชาวเชอร์ปาต่างมารอรับศพของบุคคลอันเป็นที่รัก และน่าจะเป็นกำลังหลักในการหาเลี้ยงครอบครัวด้วย (เม.ย. 2556) บรรยากาศยามค่ำมืดสลัวพร้อมกับเสียง ฮ. ที่ดังอยู่อกสักพักก่อนที่จะเงียบสงบไปพร้อมการยุติการค้นหา

ชาวเชอร์ปาคือ ชนท้องถิ่นในแถบหิมาลัย จึงมีความทนต่อสภาพอากาศและความสูง และมีความเชี่ยวชาญในพื้นที่ ทางการเนปาลบังคับให้ระยะจาก EBC ออกไปจะต้องมีไกด์พิเศษ (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเชอร์ปา) ไปด้วย ซึ่งทีมชาวท้องถิ่นนี้ มีหน้าที่เป็นเหมือนพี่เลี้ยงและพนักงานบนเครื่องบิน มีคำขวัญประจำใจว่า "your safety is our priority." คนเหล่านี้จึงมีความเสี่ยงในการทำงานสูงมาก แม้จะได้ค่าตอบแทนสูงพอประมาณ แต่ก็อาจจะไม่คุ้มกับความเสี่ยงที่สามารถจบลงด้วยความตายและทำให้ครอบครัวขาดกำลังสำคัญได้ทุกเมื่อ

ความต้องการความท้าทายของนักปีนเขา จึงเป็นความเสี่ยงของผู้ทำอาชีพนี้อย่างยากจะหลีกเลี่ยง

จากนั้นเราไปหาอะไรทานในตัวเมือง (เดิน 5 นาทีจากที่พัก) ฟาดกันแบบไม่ยั้ง ทั้งแฮมเบอร์เกอร์เนื้อจามรี (Yak) บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเกาหลี พิซซ่า แซนวิช ไก่ทอด บลา ๆๆๆ รสชาติ ... นับว่าไม่ผ่านหรืออาจจะไม่ถูกจริตเรานัก จะมีก็แต่บะหมี่เกาหลีที่ซดได้อย่างชื่นใจ เสร็จเรียบร้อยก็ได้เวลาส่องไฟฉายเดินกลับที่พัก

Everest Coffee & Everest Burger (เนื้อจามรี)

ตอบสนองนักท่องเที่ยวชาวตะวันตก มีร้านลักษณะนี้เกือบทุกที่ที่เราไป โต๊ะสนุ๊กฯ โต๊ะพูล เป็นอะไรที่ขาดไม่ได้

ร้านขายอุปกรณืที่ Lukla แน่นอนว่าราคาแพงกว่าที่กาฐมาณฑุ ให้ค่าขนเขาเถอะครับ ส่วนใหญ่ไม่ได้มาทางเครื่องบินนะครับ ใช้นั่งรถโดยสารและเดินเอา ไกลทีเดียว



Yak Donald's


คืนนั้นหนาวไม่แพ้คืนก่อน ๆ แถมที่พักที่บอกว่ามีน้ำอุ่น ก็กลับไม่มี ขนาดน้ำเย็นยังไหลเอื่อยสุด ๆ สุดท้ายก็ต้องพึ่งทิชชู่เปียกตามสูตร

ตอนต่อไป ... ทิ้งท้าย กลับสู่ความวุ่นวาย


-- (=/|\=) R.I.P (=/|\=) --








Tuesday, 6 January 2015

หนีเที่ยวเนปาล - (ตอนที่ 5) เช้าวันใหม่กับตะคริวและ ญ. เหล็ก

จะเป็นเวลากี่โมงแล้วไม่ทราบได้ แต่คาดว่าไม่เกิน 2 ทุ่มครึ่ง ผมยังคงหลับไม่ลง ได้แต่บิดกระสับกระส่ายไปมา คงเป็นเพราะเข้านอนเร็วเกินไป ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เหนื่อยขนาดนั้น แต่อาจจะด้วยเพราะฤทธิ์เบียร์อ่อน ๆ ที่ทำให้รู้สึกง่วงจึงคิดว่าจะหลับได้สบาย ... ที่ไหนได้ อากาศหนาวขึ้นเป็นลำดับ จำได้ว่า ผมได้โทรบอกน้องที่ยังอยู่กาฐมาณฑุให้เตรียมอุปกรณ์กันหนาวให้ดี เพราะเย็นกว่าข้อมูลที่ได้รับมา

ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยความหวังว่า จะใกล้เวลาเช้าแล้ว เพราะตอนนั้นหนาวมากจนไม่สามารถจะนอนต่อได้แล้ว ... ผมไม่มีถุงนอนเนื่องจากชะล่าใจเกินไปว่าจะไม่หนาวมากนักเพราะก่อนมาได้ตรวจสอบอุณหภูมิที่ Lukla ในช่วงสัปดาห์นั้น อุณหภูมิอยู่ราว ๆ 10 กว่า - 20 กว่า ๆ องศา กำลังสบาย จึงนำติดตัวมาเพียงผ้าห่มบาง ๆ 1 ผืน แน่นอนครับ เอาไม่อยู่ ถึงกับขนาดว่า จะลุกออกไปที่ห้องทานอาหารอีกครั้งเพื่อหาความอบอุ่น แต่พอมองออกไป (ห้องพักผมอยู่เยื้อง ๆ) ก็เห็นว่า สลายวงกันไปแล้ว ไฟปิดมืด เตาดับเรียบร้อย จึงต้อง "อตฺตาหิ อตฺโนนาโถ" รื้อเป้หาทุกอย่างที่ใช้ได้มาห่มประทังให้ข้ามคืนไป

จำได้ว่าหลับ ๆ ตื่น ๆ ทั้งคืน หนาวมาก แต่สุดท้ายเพลียหลับไปได้ 2 3 ชั่วโมง ก่อนจะตื่นเช้าวันถัดมาประมาณตี 5 เกือบ 6 โมง แล้วรีบพุ้งเข้าห้องอาหารซึ่งเปิดแล้ว แต่ที่ไหนได้ ดันไม่ติดเตาผิง ... แต่ก็ยังดีกว่าห้องนอน ความหนาวที่แปรงฟันยังยากลำบาก คาดว่าอุณหภูมิเมื่อคืนน่าจะเลขหลักเดียว แถมมีลมไหลผ่านเข้ามาตามช่องไม้อัดและขอบหน้าต่างตลอดทั้งคืน

เช้าวันนั้น ผมกับพี่ที่มาด้วยกันซึ่งก็โผล่ออกมาแต่เช้าเพราะความหนาวเหมือนกัน เลยได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ความพยายามในการเอาตัวรอดในคืนอันหนาวเหน็บแล้วก็ต่างหัวเราะกันไป ก็มันผ่านมาแล้วนิ .. แต่พอได้คุยกับคุณไกด์และเจ้าของที่พัก ก็ได้พบกับความเฟลของตัวเองเข้าอย่างจัง (และอยากถีบอีไกด์ 1 ที) คือ เราสามารถขอผ้านวมหนา ๆ ได้จากที่พักครับ (ลืมบอกไป ที่พักจะมีเตียงเปล่า ๆ กับหมอนให้ แต่ไม่มีผ้าห่ม เพราะ คนส่วนใหญ่ใช้ถุงนอน) ไอ้เรา ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยก็ไม่ทราบว่าขอผ้าห่มได้ เจ้าของที่พักก็บอกว่า "ทำไมไม่บอก ทำไมไกด์ไม่มาบอก" ส่วนตาไกด์บอกว่า "เห็นพวก you หลับไปแล้วตั้งแต่หัวค่ำเลยไม่ถาม" ... อันนี้ อยากยัน 1 ที คือ ถ้าบอกตั้งแต่เย็น ก็ขอเผื่อไปละ "!@$#%#^!!!"

ผมได้รับข่าวดีจากนางที่ตกเครื่องว่า หาที่บนไฟลท์เช้าสุดไม่ได้ ต้องรอไฟลท์ต่อไปประมาณ 06.30 น. ซึ่งได้ที่นั่งแน่นอนแล้ว ขอเพียงท้องฟ้าเป็นใจ ... กว่าจะติดต่อนางได้อีกที ก็ปาเข้าไป 8 โมงครึ่งกว่า ๆแล้ว นางลงที่ Lukla เรียบร้อย เจอลูกหาบ เก็บสัมภาระและเงินที่ผมทิ้งไว้ให้เรียบร้อย และกำลังรอลูกหาบไปเอาสัมภาระตัวเองก่อนจะตะลุยมายัง Phakding ... ในที่สุดก็มาถึงจนได้ และคณะเล็ก ๆ สมาชิก 3 คนไทย (และอีก 3 เนปาลี) จะได้ครบถ้วนเสียที

เราซึ่งอยู่ที่ Phakding หลังจากอาบน้ำอาบท่า ก็เดินเล่น นั่งเล่น รอไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รีบร้อน

ขอเพิ่มเติมเรื่องที่พักสักเล็กน้อยเพื่อเป็นข้อมูล - ห้องพักมีหลายแบบ ทั้งแบบนอนรวม นอน 2 คน นอน 1 คน มีห้องน้ำในตัวหรือใช้ห้องน้ำรวม มีน้ำอุ่น/ไม่มีน้ำอุ่นอาบ สามารถสอบถามและเลือกได้ ราคาก็สูงต่ำต่างกันไป อย่างห้องผม นอนคนเดียว มีห้องน้ำในตัว มีน้ำอุ่น (ต้องบอกให้เจ้าของที่พักเปิดระบบน้ำอุ่นก่อนเราจะเข้าไปอาบ) คืนละ 400 รูปีเนปาล หรือประมาณ 140 บาท แต่ก็ต้องออกแรกเล็กน้อยตอนไปถึงเพราะไม่อยากจะเชื่อว่า บ.ทัวร์ดันจองห้องนอนรวมแบบไม่มีห้องน้ำให้ ทั้ง ๆ ที่บอกไว้แล้วตั้งแต่ตอนซื้อทัวร์ว่า ต้องการที่พักแบบใด

ยังไม่ถึง 11.00 น. ดีสมาชิกคนสุดท้ายก็เดินทางมาถึง นางจ้ำมาด้วยความเร็วมากกว่าพวกผมเสียอีก ทำเวลาดีกว่ากันเกือบครึ่ง ชม. นางมาถึงไม่พูดพร่ำทำเพลง เข้าห้องน้ำ ดื่มโค้กเร่งพลังเล็กน้อย แล้วเราก็รีบออกตัวมุ่งหน้าสู่เป้าหมายต่อไปคือ Namche (นัมเฌ/จ) Bazaar ที่ระดับความสูง 3,440 ม.

ช่วงต้นออกจาก Phakding สู่ Monjo ยังคงอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่า สบาย ๆ มีขึ้นมีลงแต่ไม่ถึงกับขนาดต้องหยุดพักตามขั้นบันได (ทางขึ้นเขาส่วนใหญ่เป็นขั้นบันไดหิน มีทางดินลาดเอียงบ้างบางช่วง)

TIMS Check Post กับทิวซากุระ
ระหว่างทางนัก trek ทั้งหลายจะต้องทำเจ้าสิ่งที่เรียกว่า TIMS card ตามจุดตรวจระหว่างทาง ซึ่งเป็นเหมือนการลงทะเบียนและการเชคชื่อของทางการเนปาล เพื่อความปลอดภัยของนักเดินทุกท่าน ๆ ค่าใช้จ่ายอยู่ที่คนละ 20 ดอลลาร์สหรัฐ (จะว่าไปงานนี้ ผมไม่ทราบในรายละเอียดนักเพราะคุณไกด์จัดการให้หมด เราแค่เตรียมรูปมา ส่วนเงินค่าธรรมเนียมบริษัททัวร์เรียกเก็บรวมไปตั้งแต่ต้นแล้ว) ตลอดทาง 1 ขา เราแวะจุดตรวจลักษณะนี้ประมาณ 3 - 4 ครั้ง

วิวจากลานด้านหน้าโรงแรม มองเห็นเส้นทางที่เราเดินผ่านมา (เดินมาจากขวาไปซ้าย)
เรามุ่งหน้าเดินต่อไปถึงประมาณสักเที่ยงครึ่ง ก็เห็นสิ่งปลูกสร้างแห่งหนึ่ง คล้ายร้านอาหารหรือโรงแรมหน้าตาสวยงามน่าเข้าไปแวะชมสักนิด หรือไม่ก็พักทานข้าวกลางวันมันซะเลย จึงได้เบนเข็มออกนอกเส้นทางเล็กน้อยเพื่อไปยังสถานที่ดังกล่าว

สรุปว่า มันคือโรงแรมที่พักระดับไม่ธรรมดา เรานั่งรับลมและพักเหนื่อยอยู่ด้านหน้า เราซื้อเครื่องดื่มเล็กน้อยแลกตอบแทนการให้เราใช้ห้องน้ำของโรงแรม
 
โฉมหน้าไกด์และลูกหาบทั้งสอง (จากขวาไปซ้าย)

แน่นอนครับ วันนี้ เพื่อทำเวลาให้ถึง Namche  ก่อนตะวันลับฟ้า เราไม่แบกของกันเองแม้แต้น้อย จะมีเพียงกระเป๋าเล็กที่ใส่ของจำเป็นเท่านั้นที่สะพายติดตัว พร้อมไม้ช่วยเดิน ซึ่งเราก็เหมือนกับว่าทำเวลากันได้ดีพอสมควร

หลังจากนั่งพักได้สัก 10 นาที เราก็ออกเดินกันต่อไปยังที่พักทานอาหารกลางวันซึ่งคุณไกด์ได้นัดหมายไว้แล้ว (แน่นอนครับ เราอยากจะพักทานที่นี่ แต่ก็ไม่อยากจะเสียเงินเพิ่มโดยไม่จำเป็น จึงเดินตามแผนของคุณไกด์อย่างว่าง่าย )

เพียงครึ่งชั่วโมง เราก็มาถึงยังร้านอาหารเป้าหมาย ซึ่งก็เป็นที่พักในตัวด้วย เหมือนกับที่พักทั่วไปที่พบเห็นตามทางที่ผ่านมา ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น ยกเว้นอาหาร ที่จำได้ว่า จะมีเมนูที่น่าสนใจ อย่างผัดมักกะโรนี ที่พออ่านชื่อแล้วนึกถึง โรงอาหาร/ร้านอาหารตามสั่งที่ไทยขึ้นมาทันที น่าเสียดายที่พอสั่งมาแล้ว มันไม่เป็นไปอย่างที่หวัง แน่นอนล่ะครับ เราไม่ได้เดินเล่นอยู่เมืองไทยนิ

ที่พักทานอาหารกลางวัน
พักทานอาหารกันประมาณ 1 ชม. ก่อนจะออกเดินทางต่อ ซึ่งระยะทางจาก Monjo ถึง Namche จะเป็นช่วงที่โหดที่สุดสำหรับทริปของมือสมัครเดินอย่างเราในครั้งนี้ เรามุ่งหน้าต่อไปสปิริตเต็มร้อย แต่สังขารเริ่มออกอาการบ่นออด ๆ แอด ๆ

ทางส่วนใหญ่เป็นการปีนบันไดและทางลาดอย่างต่อเนื่อง เล่นเอาหอบ ต้องหยุดพักตามรายทางเพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อล้าจนเกินไป เราพักบ่อยพอสมควร แต่เวลาเดินก็เดินกันที่ความเร็วที่ไม่น่าเกลียดหรือเกะกะขวางทางจนเกินไปนัก

สุดท้ายแล้วก็เป็นผม ที่ตะคริวถามหา มันมาแปลก ดันมาที่กล้ามเนื้อต้นขาด้านใน สงสัยจะใช้ต้นขาหนักจริง ๆ ยังโชคดีที่มันมาแบบเหมือนเป็นสัญญาณเตือนให้พักมากกว่าที่จะมาเล่นงานอย่างจริงจัง พอสัญญาณมาผมก็หยุด เป็นแบบนี้ประมาณ 2 ครั้งกว่าจะถึงที่หมาย

ส่วนแฟนผมก็หยุดพักบ่อยหน่อย (คือ ผมก็เหนื่อยนะ แต่รอหยุดพร้อมแฟนดีกว่า ไม่ต้องออกปากเอง 555 ... แค่พูดก็เหนื่อยแล้ว) แต่เธอก็อึดเหลือเกิน เพราะเธอออกเดินมาจาก Lukla รวมแล้วเธอเดินมา 4 5 ชั่วโมงแล้ว ในขณะที่ผมกับพี่อีกคนเดินมาเพียง 2 ชั่วโมงกว่า 3 ชั่วโมง ผมยังไม่อยากจะเชื่อว่า เธอจะอึดขนาดนี้

จุดที่พีคที่สุดของ leg นี้คือ จุดขึ้นถึง Namche ที่เหมือนกับโผล่ขึ้นไปถึงจุดสูงสุดที่ไม่มีอะไรขว้างสายตา หลังจากที่มีทางขึ้นเขาที่ปีนกันมาบังอยู่ด้านหน้าตลอด และพอมองลงมาก็เห็น Namche Bazaar อยู่ในหุบเขาเบื้องล่าง มีบ้าน ที่พัก ร้านรวง สร้างเรียงลดหลั่นไล่ระดับลงไป คล้ายการทำนาขั้นบันได ... ณ จุดนั้นคือ มันเหนื่อยมากครับ ล้ามาก ขาสั่น แต่คือทำได้ ขึ้นมาถึงแล้ว สำเร็จแล้ว

 


จากจุดพีคของอารมณ์ความรู้สึก ก็ตกดิ่งลงสู่จุดใต้ตูดในทันที เมื่อรู้ว่าเรายังต้องปีนกันอีกเล็กน้อยเพื่อไปยังที่พัก ซึ่งอยู่สูงขึ้นอีกนิดของฝั่งตะวันออกของหุบเขานี้ คือตอนนั้น อีกก้าวก็ไม่อยากจะเดินแล้ว

Namche Bazaar เป็นจุดพักและซื้อของจุดสุดท้ายก่อนเดินทางสู่ EBC ราคาของแพงกว่าข้างล่างแน่นอน กลุ่มที่จะเดินต่อไปยัง EBC จะมาพักที่นี่เพื่อปรับตัว พักร่างกาย และออกไปซ้อมเดิน โดยจะอยู่ที่นี่ประมาณ 2 คืนขึ้นไป แล้วแต่แผนของแต่ละคน

ที่ความสูง 3,440 ม. ความหนาวเย็นไม่เป็นสองรองใคร พระอาทิตย์ยังไม่ตกดีก็ไม่อยากจะเอามือออกจากกระเป๋ากางเกงแล้ว คุณไกด์บอกว่า อาทิตย์ก่อนหิมะยังสูงเป็นฟุตอยู่เลย

เราได้ห้องพักแบบไม่มีห้องน้ำในตัว คือ มันทรมานทีเดียวที่จะต้องออกจากห้อง ซึ่งไม่ได้อุ่นเลย ไปยังที่ ๆ ยังเย็นซะกว่าอย่างห้องน้ำที่เปิดหน้าต่างไว้ แถมยังต้องผจญกับสิ่งรบกวนประสาทสัมผัสทั้งทางตา จมูก และสัมผัส คงไม่ต้องอธิบายไปมากกว่านี้ "มันคือห้องน้ำรวม" ครับ ผมก็แค่ไปแปรงฟัน ทำธุระเบา ยังแทบตาย

เราผ่านคืนอันหนาวเหน็บที่อุณหภูมิ -1 ถึง 1 องศา (คุณไกด์บอกตอนเช้าวันรุ่งขึ้น) จากประสบการณ์เมื่อคืนก่อน ทำให้เราบอกคุณไกด์ให้หาผ้าห่มและฮีทเตอร์มาให้เรา แต่สุดท้ายก็ได้แค่ผ้าห่มอย่างหนา ซึ่งเพียงพอ อย่างไรก็ตาม หัวค่ำวันนั้นผมรีบเข้านอนเพราะไข้ขึ้นอย่างหนัก ก็เล่นใส่เสื้อยืดตัวเดียวเดินตากลมเป็นชั่วโมง ๆ เพราะร้อนจัดในระหว่างทางขาขึ้น

สรุปว่า
- ผมนอนไข้ขึ้น แต่ก็หายตั้งแต่ก่อนจะเช้า
- พี่ที่ไปด้วยกันหลังจากซดเบียร์ Everest ข่มนามมาทุกคืน ก็ไข้ขึ้น ณ กลางดึกวันนั้น สู้อากาศหนาวไม่ไหว พอตอนเช้าแกตื่นมาทานอาหารได้เล็กน้อย แล้วก็ต้องทานยากลับไปนอนพักต่อถึงเที่ยง
- แฟนผม ... นางไม่เป็นอะไรเลย สรุปรวมนางเดินไปประมาณ 6 7 ชั่วโมง และไม่เป็นอะไรเลย เช้าวันรุ่งขึ้นยังออกไปเดิน ๆ ปีน ๆ ขึ้นไปไหว้พระที่วัดด้วยกันกับผม


ตอนต่อไป ... ความท้าทายกับการสูญเสีย


/(=o=)\





หนีเที่ยวเนปาล - (ตอนที่ 4) ทางสู่ Phakding ขึ้นเขาลงห้วย ชมธารน้ำนม

ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณบ่าย 3 โมง ตามที่กำหนด ผมและพี่อีกคนพร้อมไกดฺ์และลูกหาบ 1 มุ่งหน้าสู่ Phakding ซึ่งจะต้องข้ามหุบเขาไป เราเริ่มด้วยการเดินลงเขาจาก Lukla สู่ธารน้ำสีน้ำนมเบื่องล่าง ธารดังกล่าวเป็นหนึ่งในผลผลิตของเทือกเขาหิมาลัย ไหลแรง เย็นจับใจ น้ำใสแต่มีสีเหมือนผสมนมจาง ๆ จึงเป็นที่มาของชื่อท้องถิ่นซึ่งแปลออกมาได้ว่า "ธารน้ำนม" (จับชื่อเนปาลีไม่ได้แล้ว)

ธารน้ำนมเบื้องล่าง

ณ จุดนี้ ยังฟิตเต็มร้อย แบกของเองด้วยความตื่นเต้นเพราะเป็นการ trek ครั้งแรก และเตรียมตัวมาพอสมควร (แม้ช่วงใกล้ๆ จะเดินทางจะสันหลังยาวขึ้นอย่างมาก จบแอบกลัวเล็ก ๆ ว่าจะฟิตไม่พอ) ซึ่งก็มีแค่เป้ 45 ลิตรใบเดียวและกระเป๋าสะพายข้างอีกใบที่ใส่ของใช้จำเป็นเล็ก ๆ น้อย ๆ ลูกหาบจึงได้เดินตัวปลิวแต่ดูไม่สายใจเท่าไหร่เพราะไม่ได้ช่วยแบกของ พวกผมจึงฝากกระเป๋าสะพายข้างให้ได้แบกพอเป็นพิธี แต่ก็ทำให้เราทะมัดทะแมงคล่องตัวขึ้นมาก


ด้วยความที่ออกตัวช้า และคุณไกด์ก็ดูกังวลกับฝนกลางหุบเขา เราจึงจ้ำกันอย่างเต็มที่ ลงถึงธารน้ำนม แล้วก็เดินไต่ขึ้นเขาใหม่ ข้ามสะพานจากเขาสู่เขา ความสูงชวนหวาดเสียว มองลงข้างล่างไม่ได้ มึนหัวมันที แต่สะพานมั่นคงดี ไม่น่ากลัว แม้จะแกว่งตัวและเด้งไปมาตามน้ำหนัก แต่โดยรวมอุ่นใจได้เพราะดูแล้วโครงสร้างแข็งแรง ก็ขนาดขบวนน้อววัว น้องลา ซึ่งหนักกว่าเราหลายเท่ายังเดินกันได้สบาย ๆ

แม้จะเดินลงไต่ขึ้นจนเมื่อยพอสมควร แต่สปีดยังไม่ตก ยังเร่งฝีเท้ากันต่อไป และได้เจอฝนปรอย ๆ เล็กน้อยระหว่างทางตามที่คุณไกด์คาดการณ์ (แม่นทีเดียว) ก็ได้เย็นฉ่ำกันเล็ก ๆ ไม่ถึงกับเปียก

ตามรายทางก็จะมีร้านอาหารและที่พักแบบบ้าน ๆ ต้้งเรียงรายอยู่เป็นระยะ ทิวทัศน์โดยรอบเหมือนอยู่ยุโรป ทิวภูเขาหิมะสูงตระหง่านเป็นฉากหลัง มีสายน้ำเส้นสีขาว ๆ ให้เห็น ประกอบกับบ้านและที่พักก่อจากหินและไม้ ... สวยงามน่ารัก เราหยุดชมวิวและทำลายปอดเล็กน้อยด้วยความแช่มชื่นในบริเวณ "terrace" ของที่พักแห่งหนึ่งซึ่งสร้างยื่นเข้าไปในหุบเขา แล้วจึงออกเดินต่อ ณ จุดนี้ แม้อากาศจะหนาว ลมจะเย็น แต่เหงื่อก็ซึมมาได้สักระยะแล้ว ตั้งแต่เริ่มขาขึ้นจากธารน้ำนม ถึงกับถอดแจคเก็ตออก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเพราะต้องตากลมทำให้เป็นไข้ได่ง่าย ๆ

ไม่นานเกินรอ ไม่ถึง 2 ชม. ครึ่ง ดี เราก็เดินทางถึง Phakding พร้อมกับโล่งใจว่าผ่านไป 1 เปลาะ เรียกความมั่นใจได้ดีทีเดียว แต่ไม่วายนึกถึงคำพูดของคุณไกด์ได้ว่าระยะจาก Lukla ถึง Phakding เป็นระดับเบ ๆ เป็นทางราบ ๆ เดินได้เบา ๆ สบาย ๆ แม้เราจะทำเวลาได้ดีกว่าปกติที่ใช้ประมาณ 3 ชม. (แบบเดินสบาย ๆ) แต่หนทางจาก Phakding ไปจะเป็นการไต่ขึ้นที่ชันกว่านี้มากนัก


ระหว่างที่จ้ำกันอยู่ ประมาณ 4 โมงกว่า ๆ ก็ได้ความจากนางที่ตกเครื่องว่า ไม่ได้บินวันนั้นแน่นอนแล้วเพราะที่ Lukla ลมแรงและฟ้าปิด นางจึงกำลังหาตั๋วเที่ยวบินแรกไปยัง Lukla ในวันรุ่งขึ้น ซึ่งจะมีตั้งแต่ 5.30 น. หากมาได้ทางผมก็จะรอที่ Phakding เพื่อไปยังจุดหมายต่อไปพร้อมกัน

จาก Lukla ถึง Phakding สูญเสียความสูงไปเกือบ 200 ม. ความรู้สึกเหมือนเดินขึ้น-ลงบันไดเพื่อออกกำลังกายแล้วจบลงที่ความสูงระดับเดิม อากาศเย็นสบายจนหนาว แต่ ณ ตอนนั้นเหงื่อยังออกไม่หยุด จึงนั่งชิวหน้าที่พัก จิบเบียร์เอเวอเรสท์พร้อมกับแกล้มเป็น "โมโม่" (คือ ผมชอบทานอาหารประเภทเกี๊ยว ไปที่ไหนก็อยากชิม แต่บอกได้เลย ตลอดทริปนี้ โมโม่สไตล์เนปาลช่างไม่ถูกปากเอาเสียเลย กลิ่นเครื่องเทศแรงมาก จะว่าแรงกว่าที่อินเดียก็ไม่ผิด) ผมอยู่ในสภาพไม่ต่างจากนั่งอยู่ กทม. คือ เสื้อโปโล กางเกงยีน และรองเท้าแตะ คือ ตอนนั้นมันร้อนอึดอัด ก่อนเริ่มรู้สึกถึงกระแสความเย็นที่เตือนว่า จะใส่เสื้อโปโลตัวเดียวไม่ได้แล้ว


ที่พักส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้ ข้างนอกเป็นหิน ข้างในบุไม้อัดอีก 1 ชั้น
อากาศเริ่มหนาว ฟ้าเริ่มมืด เราย้ายตัวเข้าสู่ห้องอาหาร 'dining hall' ของที่พัก ซึ่งก็เป็นห้องสี่เหลี่ยมไม่เล็กไม่ใหญ่ มีแผงเก้าอี้ติดผนัง 3 ด้าน หันหน้าเข้าหากลางห้อง ตามด้วยชั้นของโต๊ะยาวแบบโรงอาหารและปิดเก้าอี้พลาสติก กลางห้องมีเตาผิงใช้ถ่านไม้ตั้งอยู่ เพื่อให้ความอบอุ่น พอค่ำ ๆ หลังอาหารเย็น ต่างคนต่างก็ลากเก้าอี้ไปนั่งออกันอยู่รอบเตาผิง จิบชาไปพลางเพื่อความอบอุ่น
ขบวนน้องลาแบกเสบียงลงมาจากเขา




อาหารตลอดเส้นทางจะคล้าย ๆ กัน เหมือนถ่ายเอกสารตัวเมนูแล้วแจกที่พักทุกแห่ง แต่ก็เข้าใจได้เพราะทุกอย่างต้องขนขึ้นมาจากกาฐมาณฑุไปยัง Lukla ทางคอปเตอร์ หรือคนเดินเท้า 2 สัปดาห์แบกขึ้นมาจากเมืองที่ใกล้ Lukla ที่สุดที่มีรถมาถึง จากนั้นจึงอาศัยคน + วัว + ลาเดินขบวนกันขึ้นเขาเพื่อส่งตามที่พัก (คนที่นี่อึดมาก) อาหารเครื่องดื่มจึงคล้ายกันเพื่อความสะดวกในการซื้อและขนส่ง แต่ก็ไม่วายมีน้ำผลไม้กระป๋องจากไทยวางขายให้เห็นคู่กับกระทิงแดงกระป๋องทอง นอกจากอาหารเครื่องดื่มแล้ว ก็จะมีการขนเตาแก๊ส น้ำมันก๊าด ซึ่งเป็นอุปกรณ์หลักในการประกอบอาหารตามที่พักบนเขา
  
น้องวัวจาก Lukla มุ่งหน้าขึ้นเขา
กลับมาเล่าเรื่องอาหารสักเล็กน้อย อาหารตามที่พักเหล่านี้ก็จะมีอาหารง่าย ๆ เช่น ข้าวผัด บะหมี่พื้นเมือง หรือ Thukpa ซึ่งมีน้ำข้นเหนียว คล้ายราดหน้า รสออกจืด ๆ  ใส่ผักสารพัดที่มีในพื้นที่ และมีกลิ่นเครื่องเทศแขกในระดับที่ไม่สาหัส หรืออีกแบบคือ อาหารกระเดียดไปทางฝรั่งตะวันตก เช่น ไก่ทอดมาพร้อมมันทอด ซึ่งก็ได้ลองแล้ว หาเนื้อไม่ค่อยเจอ เป็นกระดูกกับแป้งที่ชุบทอดซะเยอะ

ค่ำวันนั้น ผมทานเจ้าราดหน้าพื้นเมือง (Thukpa) นับว่าดีทีเดียวเพราะอุ่นทน อุ่นนาน ส่วนพี่อีกคนแก้เคล็ดด้วยการดื่มข่มนาม ซัดแต่เบียร์ Everest ตั้งแต่เข้าที่พักจนกระทั่งเราแยกย้ายไปนอนแม้จะยังหัวค่ำอยู่ ด้วยความหวังจะชาร์จพลังเตรียมพร้อมสำหรับวันรุ่งขึ้น

ตอนต่อไป ... เช้าวันใหม่กับตะคริวและ ญ เหล็ก


-( * 3 * )-


Monday, 22 September 2014

หนีเที่ยวเนปาล - (ตอนที่ 3) เหิรเวหาสู่ Lukla จุดเริ่มต้นเส้นทางสู่เอเวอเรสท์ (Everest Trek)

วันนี้ตื่นแต่เช้าด้วยความตื่นเต้นปนความงก อยากจะดูหน้าตาอาหารเช้าโรงแรมที่พักสักหน่อย ... พอไหวครับ สมราคา (ค่าห้องผมคืนละ 25 USD เท่านั้น) แต่ที่แย่คือ ระบบระบายอากาศไม่ดีเอาซะเลย อาจจะเป็นระบบกระตุ้นให้ลูกค้ารีบทานรีบลุก ไม่เช่นนั้นคงจะกลิ่นเหมือนอาหารที่ทานไปทั้งวัน

8 โมงตรงคือเวลานัดหมายกับไกด์เดินเขาชาวท้องถิ่นและรถ เพื่อออกตัวไปยังสนามบินภายในประเทศ เพื่อขึ้นเครื่องไปยังเมืองลุกลา (Lukla) ประตูทางเข้าสู่หิมาลัย-เอเวอรเรสท์

เมื่อไปถึงสนามบิน ก็ได้บรรยากาศแบบสถานีขนส่งเอกมัย แต่ยังเล็กกว่าเอกมัยพอสมควร (เฉพาะส่วนอาคาร) ด่านที่ 1 การแสกนกระเป๋าสัมภาระเพื่อความปลอดภัย เจ้าหน้าที่แปะสติกเกอร์กันการเปิดกระเป๋ายัดของเพิ่มเรียบร้อย และผ่านการค้นตัว จึงผ่านเข้าอาคารมาได้

เคานเตอร์สายการบินเต็มไปด้วยผู้คนในสภาพโกลาหล หยิบตั๋วตัวเองขึ้นมาดูเห็นเพียงรหัสเที่ยวบิน CH4 เงยหน้าดูจอสถานะ ... เห้ยไม่มีนี่หว่า ความนอยเริ่มมาเยือนพร้อมคำถามมากมาย ... สายการบินชื่ออะไร ... หันซ้ายหันขวา ไม่มีวี่แววอักขระ CH ปรากฏให้เห็น ... ยังไงฟระเนี่ย แต่ก็ชิวครับ เมื่อนึกได้ว่า อ้อ ตาไกด์ท้องถิ่นต้องจัดการให้ แล้วก็เป็นไปตามนั้น คุณไกด์ นาม Raju ซึ่ง ณ จุดนั้นยังคงทำหน้า cool & calm บอกเราว่า สายการบินชื่อ Tara Air (ธารา - "น้ำ" ครับ) และให้รออยู่ตรงนี้ ก่อนฝ่าฝูงชนเข้าไปยัง counter check-in ไม่ทันได้หายคิดถึง คุณไกด์ก็เดินกลับมาบอกว่า สายการบินให้รอก่อน ประมาณว่ายังไม่ถึงคิวเชคอินของไฟลท์นี้ 

ขอตัดไปเล่าสถานการณ์ของเราเล็กน้อย - การเดินทางครั้งนี้เราวางแผนไปลุยหิมาลัยกัน 3 คน โดยผมและพี่อีกคนบินจากมุมไบ ส่วนน้องอีกคนบินจากกัลกัตตา นัดแนะดิบดีว่าเจอกันที่กาฐฯ 1 วัน เพื่อชมกาฐฯ ก่อนไป Lukla ปรากฏ น้องที่แสนน่ารักดันประสบเคราะห์กรรมรถเสียระหว่างทางไปสนามบิน เล่นเอาตกเครื่องซะงั้น นางจึงได้ผจญภัยต่อกรกับสายการบินแห่งชาติของอินเดียที่ไม่ให้ความช่วยเหลือใด ๆ ปัดทุกอย่างตามสไตล์ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจที่เจ๊งแล้วเจ๊งอีก รัฐบาลเข้าอุ้มครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ยังคงโคม่า 24 ชม./วัน 7 วัน/สัปดาห์ ยังไม่จบ นางยังซวยต่อด้วยการค้นพบความจริงที่ว่า จะมีไฟลท์ตรงที่เร็วที่สุดจากกัลกัตตาตรงไปกาฐฯ ในอีก 2 วัน ซึ่งเนิิ่นนานเกินจะรอได้ ...

หลังจากฝ่าฟันต่อสู้ออกรบอย่างทุลักทุเลแต่ด้วยสปิริตที่แรงกล้าของนาง นางก็ค้นพบว่า ทางที่เร็วที่สุดคือ ไปนิวเดลี (New Delhi) เดี๋ยวนั้น และรอไฟลท์จากนิวเดลีไปยังกาฐฯ ในเช้าวันรุ่งขึ้น ซึ่งถ้าเป็นไปตามกำหนดการ นางก็จะถึงกาฐฯ และไปทันไฟลท์ให้หลังพวกผม 1 ชม. แต่ที่นี่อินเดียครับ นาฬิกาไม่ต่างจากกำไล ... แน่นอนครับไฟลท์ของนางดีเลย์ไปอีก 1 ชม.

ทางผมกับพี่อีกคน ทราบเรื่องนี้ในเย็นวันก่อนหน้า แต่ก็ตัดสินใจว่า เลื่อนตั๋วให้นางไปหลังพวกผม 1 ชม. และพวกผมจะไปรอที่ Lukla เพราะทราบมาว่า ช่วงนี้ฟ้าปิดและลมแรง ไม่มีไฟลท์ออกไป Lukla มา 3 วันแล้ว และช่วงนั้น ปกติหลัง 10.00 น. ก็ไม่สามารถบินไปลงที่ Lukla ได้แล้ว ใช่ครับ 10 โมงเช้า แต่ละวันจึงมีเวลาที่ทำการบินได้ประมาณ 4-5 ชม. (เที่ยวบินแรกจะออกประมาณตี 5 กว่า 6 โมง) และแต่ละเที่ยวบินจะต้องรอสัญญาณจากทาง Lukla ยืนยันว่า ฟ้ายังไม่ปิดและลมไม่แรงเกินไป เพื่อความปลอดภัยในการร่อนลง ดังนั้น จึงไปก่อนดีกว่า ไม่งั้นอาจจะไม่ได้ไปกันทั้งหมด

ตัดกลับมาที่พวกผม ซึ่งก็ยืนรอไปสักพักเริ่มทนไม่ไหว เห็นคนมาทีหลังเข้าไปเชคอิน - เปลี่่ยนไฟลท์ แต่ทำไมพวกเราจึงมายืนเอ๋อรอ เวลาก็งวดเข้าทุกที อีตาไกด์ก็นิ่งเหลือเกิน ทันใดนั้นเอง เหมือนสัมผัสได้ถึงจิตหงุดหงิด คุณไกด์ก็เดินไปถามเคาน์เตอร์เชคอินอีกครั้ง ก่อนเรียกเราไปต่อแถวรอเชคอิน แต่พอถึงคิว (จริง ๆ ก็ไม่ค่อยมีคิว คือ มันมั่วไปหมด) ปรากฏว่าเกิดการสนทนาระหว่างไกด์กับสายการบินพักหนึ่ง ก่อนที่ไกด์จะหันมาบอกเราว่า เราเชคอินไม่ได้ ไม่มีชื่อจอง ... (!@$#$!?!?!?) เราจึงได้ถอยทัพไปรออีกครั้ง ไกด์อธิบายให้เราฟังว่า ตั๋วเลื่อนหมดทุกคน ...

ความปรี๊ดพุ่งพล่านล้นทะลัก ไม่รอช้า กดโทรศัพท์ทันที ต้องการคำอธิบายจาก บ.ทัวร์ ที่จัดการเรื่องตั๋วให้ ... ได้ความว่า คนเลื่อนตั๋วอาจจะทำผิด (!@#$@%!?!??!?) เลื่อนตั๋วของทั้ง 4 คน รวมไกด์ แทนที่จะเลื่อนคนเดียว และขอเวลาตรวจสอบ ... ให้มันได้อย่างนี้ ตอนนั้นทราบข่าวพอดีว่า คุณน้องไฟลท์ดีเลย์ไปอีก 1 ชม. ตอนนั้นเลยแอบคิดว่า เออ เอา อาจจะเจอความโชคดีในความซวย อาจจะได้ไปพร้อมกัน ...

คุณไกด์เริ่มไม่ cool & calm พุ่งเข้าสำนักงานสายการบินในสนามบิน และกลับมาบอกเราว่า "มีที่ จะไปหรือไม่ ถ้าไป ไปตอนนี้เลย แต่ยูไปกัน 2 คน ไอจะรออีกคนแล้วตามไป" ... จำได้ว่า ตอนนั้นเริ่มมึนและมีความคิดผุดขึ้นมาทั้นทีว่า ถ้าตอบ yes คือต้องเสียเงินเพิ่ม หรือยังไง ทำไมคนแย่งกันไป แต่ดันมีที่ว่าง อะไร งง งง งง โว้ย แล้วไปกัน 2 คน แล้วไปถึงแล้วยังไง อะไรฟระ (แต่ตอนนั้น ก็ไม่ได้สนใจประเด็นนี้มากนัก กะว่า ถ้าต้องแยกไปก็ไป) ... ปฏิบัติการอัด บ.ทัวร์ จึงเริ่มขึ้นอีกครั้งว่า จะให้ทำยังไง เลยให้คุยกับไกด์ แล้วจัดการให้เรียบร้อย

สุดท้ายพวกผม + ไกด์ได้เชคอินเรียบร้อย จำได้ว่าจองไว้เที่ยว 09.00 น. เวลาประมาณ 09.50 ยังคงนั่งรออยู่ในรถบัสที่พาไปขึ้นเครื่อง ช่วงที่รอนี้เองที่ทำให้ทราบว่า CH4 หมายถึง เที่ยวบินเช่าเหมาลำ (chartered flight) เที่ยวที่ 4 และคุณน้อง สมาชิกคนที่ 3 ได้มาถึงเนปาลแล้ว

นี่คือ เครื่องบินแบบที่เรานั่ง มีประมาณ 13 ที่นั่ง จัดเป็น 2 แถว ๆ ละ 5 และเบาะหลังท้ายเครื่องอีก 3 ที่นั่ง คุณแอร์ก็นั่งเบาะหลังนี้ เสียงใบพัดกระหึ่มตลอดเส้นทาง สายการบินให้บริการด้วยสำลีอุดหูพร้อมท็อฟฟี่ สำลีจะมาเป็นถาด เราก็ดึง ๆ ออกมาพอใช้ สำหรับผม ไม่ใช้ครับ ไม่ใช่อะไร แค่ไม่คิดว่ามันจะดังอะไรหนักหนา ซึ่งจริง ๆ ก็ไม่ดังอะไรมากครับ แค่ภาวนาให้ลงเร็ว ๆ แค่นั้น เพราะกลัวหูพัง อย่าคิดจะคุยกัน เจ็บคอเปล่า ๆ
สภาพภายในห้องโดยสาร



การบินเครื่องเล็กก็ตื่นเต้นเหมือนนั่งรถเมล์ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมชอบ หลับได้สบาย ระยะบินประมาณครึ่ง ชม. ผมหลับเกือบตลอดทาง มาตื่นตอนจะลงพอดี ซึ่งถือว่าเป็น HIGHLIGHT เลยทีเดียว ก็นี่คือ 1 ใน 10 สนามบินที่อันตรายที่สุดในโลก runway สั้นมาก จึงต้องใช้เครื่องบินเล็กเท่านั้น เบรคช้าจูบหน้าผา


Lukla Airfield เครื่องบินที่จะร่อนลงจะมาจากทางปลายฝั่งไกล
ถ้าเบรคไม่ทันก็จะปักเข้าหน้าผาที่ผมยืนอยู่ ส่วนเวลาจะขึ้้น
ก็จะเริ่มจากฝั่งเลข 24 ถ้ายกหัวไม่ทัน ก็ลงเหวครับ

ในที่สุด เราก็มาถึง Lukla ที่ระดับความสูง 2,800 เมตรเหนื่อระดับน้ำทะเล อากาศเย็นสบายสุด ๆ

รับสัมภาระเรียบร้อย มีลูกหาบมารอรับจำนวนมากมาย ก็เป็นหน้าที่คุณไกด์อีกครั้งที่ต้องหาตัวลูกหาบของคณะเรา ... คณะเรารวม 3 คน จ้างไกด์ 1 ลูกหาบ 2 และไปแค่ Namche ภายหลังมารู้ว่า ออกจะมากไปสักเยอะเลยทีเดียว แต่ บ.ทัวร์แนะนำมาแบบนี้ ซึ่งก็สบายและครึกครื้นดี

เรามุ่งหน้าเข้าที่พักชั่วคราวเพื่อรอฟังข่าวจากนางคนที่ 3 ว่าจะมาได้หรือไม่ ข่าวที่ได้ไม่สู้ดีนัก แม้นางจะสู้จนสามารถเข้าไปรอหน้าเกทได้ตั้งแต่ขณะที่เครื่องผมยังไม่ขึ้น แต่ไฟลท์ก็ถูกเลื่อนไปออกไปเรื่อย ๆ เพราะฟ้าที่ Lukla ปิดและลมแรงมาก

ทีมที่ Lukla จึงหาอะไรทำด้วยการเดินสำรวจ Lukla แบบชิว ๆ และจบด้วยการนั่งดื่มเบียร์ Everest ชื่นชมทิวเขาฆ่าเวลาไปพลาง ๆ แต่ฆ่าไปได้สักพัก ก็เริ่มไม่มีอะไรจะฆ่าแล้ว และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนที่สูง ซึ่งอากาศบางอยู่แล้ว ก็ไม่ค่อยจะสู่ดีนัก เพราะหัวใจคุณจะต้องทำงานหนักขึ้นอีก


เราได้รับอัพเดททุกครั้งที่มีการเลื่อนไฟลท์ ซึ่งก็คือเกือบทุก ชม. รอมาได้ 2 3 ชม. ผมกับพี่อีกคนก็เริ่มปรึกษาไกด์ว่า ออกได้ช้าที่สุดกี่โมง เพราะวันนี้เราต้องเริ่มเดินแล้ว โดยจุดหมายแรกคือ Phakding อ่าน "พักดิ้ง" ไกด์ ก็อยากให้รีบไปเพราะเกรงฝนจะตกในหุบเขาที่จะต้องเดินผ่าน สรุปว่า บ่าย 3 โมง คือต้องออกเดินทาง ซึ่งนั่นก็เหลือเวลาให้ลุ้นอีกเพียง 1 ชม. ในขณะที่ ฟากกาฐฯ จะรู้ว่า ไม่มีบินในวันนั้นแน่แล้วหลัง 4 โมงเย็น

และแล้วเวลาก็มาถึง ผมตัดสินใจทิ้งอุปกรณ์ เช่น ถุงมือ ไม้ช่วยเดินเขา ผ้าปิดจมูก มีดสวิส ผ้าเช็ดตัวแบบแห้งเร็ว และเงินบางส่วนไว้ให้สมาชิกคนที่ 3 สำหรับกรณีที่สามารถไปยัง Lukla ได้ในวันนั้น นางจะได้มีอุปกรณ์ยังชีพและเงินเนปาลเพราะนางยังไม่ได้เข้าเมืองเลย เมื่อนัดแนะกับไกด์และลูกหาบเรียบร้อย เราก็ออกเดินทางสู่ Phakding โดยทิ้งลูกหาบไว้ 1 คน เพื่อรอรับนาง

Lukla

ที่พักและร้านอาหาร (อันนี้ เดินผ่านเห็นสีสวยน่ารักดีเลยถ่ายไว้)

cafe อาหารแบบ continental snacks ซึ่งเป็นแบบนี้เป็นส่วนใหญ่

ตลาดลุกลาขายอุปกรณ์เดินเขา ซึ่งราคาย่อมสูงกว่า กาฐฯ

เครื่องลงใหม่ ๆ ยังเห็นยอดเขาสีขาวโพลน แต่ผ่านไปพักเดียว เมฆบังมิดแล้ว
ปล. ยอดที่ถูกบังนี้ไม่ใช่ Everest นะครับ
 

ต่อตอนหน้า ... ทางสู่ Phakding ขึ้นเขาลงห้วย ชมธารน้ำนม



(/-= _ =)/