Monday, 13 April 2015

หนีเที่ยวเนปาล - (ตอนที่ 7) ทิ้งท้าย กลับสู่ความวุ่นวาย

วันต่อมาเราจับเครื่องแต่เช้ากลับกาฐมาณฑุ เมื่อถึงที่พัก (ที่เดิม) ก็ต้องโทรแจ้งทางบ้านกันเป็นพัลวันเพราะข่าวหิมะถล่มเมื่อวันก่อนหน้าเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตทีเดียว

วันนั้นเราพักผ่อนและออกไปชมเมืองเล็กน้อย (Kathmandu Durbar Square) ก่อนไปปลอบประโลมกระเพาะด้วยอาหารเกาหลีในมื้อค่ำ ซึ่งอร่อยทีเดียวครับ (มุมไบ ณ ตอนนั้น ยังไม่มีร้านอาหารเกาหลีเลยครับ)




เบียร์ท้องถิ่นอีกหนึ่งชนิดที่ได้พบเจา จำได้ว่า Everest นุ่มกว่ามาก


ความวุ่นวายที่หลบหนีมาเริ่มขึ้นอีกครั้งตั้งแต่การไปนั่งรอเครื่องไปยังมุมไบ คนจำนวนมากทั้งอินเดียและเนปาลต่างรอเดินทาง อยู่มาขนาดนี้ เราสามารถแยกออกได้พอสมควรว่า เนปาลหรืออินเดีย เพียงดูจากหน้าตาและอากัปกิริยา มันไม่ยากเท่าใดนัก




เครื่องบินของ UN

เราใช้บริการสายการบิน Jet เพราะไม่มีทางเลือกมากนัก ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า ชื่อชั้นดีกว่าสายการบินแห่งชาติอินเดียหลายขุม แต่ Jet ก้มักจะสร้างความประหลาดใจให้ผู้โดยสารอยู่เสมอ ๆ ผมโดนมาพอสมควร เช่น โดนเร่งให้เชคอินบอกว่า เครื่องจะออกแล้ว ทั้ง ๆ ที่เราไปก่อนเวลาเครื่องออกเกิน 1 ชม. คนอื่นก็วิ่งหน้าตั้งตาลีตาเหลือก แต่สำหรับผม ไม่มีทาง ดูเวลา แล้วก็ตามนั้น สุดท้ายเครื่องออกก่อนเวลาประมาณ 15 นาที (เพื่อ???) หรืออย่างการตั้งด่านตรวจค้นร่างกายและสัมภาระเพิ่มเติมจากด่านของสนามบิน

ที่เนปาลครั้งนี้ก็เจอด่านพิเศษ ตั้งซุ้มตรวจกันหน้าประตูเครื่องเลยทีเดียว คือ จะบอกว่ามาตรฐานสายการบินดีกว่าสนามบินก็ฟังไม่ค่อยขึ้น แต่ก็มักจะมีการสุ่มเที่ยวบินตรวจพิเศษแบบนี้ให้เห็นเป้นประจำ ไม่เว้นแม้กระทั่งเที่ยวบินภายในประเทศ

mobile unit สุด ๆ แต่คือ แดดแรงมาก


พอถึงมุมไบ ยังไม่ทันลงจากเครื่องก็ได้อารมณ์เสียกับแขกที่จะต้องแย่งชิงรีบลงจากเครื่อง ไม่ทราบจะรีบอะไรขนาดนั้น พวกนี้จะชอบเดินเตะโดนส้นเท้าคนข้างหน้า ข้างหน้ายังไม่ขยับก็ยังจะดัน ๆ เดิน ๆ คือ ไม่เข้าใจและรำคาญมาก วันนั้นอารมณ์ไม่ค่อยดีอยู่แล้ว แขกข้างหลังที่เตะเท้าผมไป 2-3 ครั้ง เลยชักศอกกระทุ้งตอบแทนไป 1 ดอก พร้อมหันกลับไปชี้หน้า ... เห่อ เบื่อจริง ๆ

จบแล้วครับ การผจญภัยรอบนี้ ได้รู้และได้รับอะไรหลายอย่าง ได้หน้าดำ ๆ หนังลอกเป็นแผ่น ๆ (ขนาดนิ้วมือยังลอก) ได้ทนกับความหนาว ได้ทดสอบสุขภาพ ได้เดินในอากาศชิว ๆ แต่ตะคริวกิน ได้ทานอาหารอย่างขนมปังทิเบตราดน้ำผึ้ง อาหารญี่ปุ่นและเกาหลี ได้พบคนเนปาลที่นารัก ได้เป็นได้นั่งในร้านรวงต่าง ๆ ที่เจริญหูเจริญตา ฯลฯ นับว่าเป็นทางเลือกในการหลบอินเดียไปพักผ่อนที่คุ้มค่าและใกล้กว่าเมืองไทย


จบ ... หนีเที่ยวเนปาล


Y(^ " ^)Y






Sunday, 12 April 2015

หนีเที่ยวเนปาล - (ตอนที่ 6) ความท้าทายกับการสูญเสีย

หลังจากพี่ที่ไปด้วยกันฟื้นจากพิษไข้ ราว ๆ เที่ยง เราก็ตัดสินใจลงจาก Namche ทันที เพราะไม่ต้องการเร่งเดินในวันถัดมา ซึ่งตามแผนจะต้องนอนที่ Namche อีกหนึ่งคืนและเดินรวดเดียงถึง Lukla ในวันถัดมา

เรามุ่งหน้า Monjo กะว่าจะไปนอนตีพุงที่โรงแรมแสนงามที่เดินผ่านไปตอนขาขึ้น (จำได้ไหมครับ ที่เราไปแวะพักเข้าห้องน้ำและดื่มอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ) แต่ปรากฏว่า ... เฟลลลล โรงแรมแจ้งว่า มีน้ำอุ่นไม่พอให้บริการหากจะมีแขก walk-in เข้าพักเพิ่ม เซ็งไปตามระเบียบแต่ก็ประหยัดเงินไปได้เกือบ 200 ดอลลาร์ ใช่ครับค่าห้องพักต่อคืนรวมอาหารเช้าเกือบ 200 ดอลฯ สรุป เราพักทานอาหารเที่ยงที่นั่นก่อนเดินไปหาที่พักเอาดาบหน้า

ท้ายที่สุด เดินเลยไปหน่อยเดียวเราก็ได้ที่พักที่ราคา 300 ... รูปีเนปาล และมีน้ำอุ่นให้อาบ ขอบอกว่าฟินมาก ณ จุดนั้น

วันรุ่งขึ้นเราก็เดินสบาย ๆ กลับ Lukla คนที่สภาพแย่ที่สุดคงไม่พ้น ญ.แกร่ง เมื่อวันก่อน ที่ออกอาการล้าอย่างเห็นได้ชัด ถึงขนาดต้องลากกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะช่วงขาขึ้น Lukla ที่โหดเอาการ เป็นบันไดขึ้น ๆ ลง ๆ ยาวทีเดียว ... แต่เราก็ผ่านไปได้และเข้าสู่ Lukla ซึ่งถึงแม้จะเดินผ่านไปแล้วตอนขาไป แต่ก็เป็นครั้งแรกที่ได้ค่อย ๆ เดินดูเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ ถึงเห็นร้านรวงต่าง ๆ น่ารัก น่านั่ง อย่าง Everest-buck ซึ่งมองเผิน ๆ เหมือนนางเงือกเขียวนาม Starbucks ไปเปิดร้านอยู่ที่นั่น (ก็เล่นใช้ชื่อ Starbucks Coffee Lukla แต่โลโก้เป็น Everest)



มีแก้วขายด้วย
หลังจากชมเมืองได้สักพักเล็ก ๆ เราก็มุ่งหน้าสู่ที่พักซึ่งอยู่ติดกับสนามบิน Lukla (ที่เดิมที่เรานั่งรอโชคชะตาในวันแรกที่มาถึง)

เมื่อเราเดินถึงสนามบินก็สังเกตเห็นถึงความไม่ปกติ มีคนเกาะรั่วมุงดูลานบินจำนวนมาก มีเฮลิคอปเตอร์กองทัพบกเนปาลลำใหญ่จอดอยู่ และข้าง ๆ มีกองของออะไรสักอย่างมีผ้าคลุมปิดอยู่

ไกด์ได้ไปสอบถามแล้วมาเล่าให้เราฟังว่า กองที่เห็นคือ ศพผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์หิมะถล่มห่างจาก EBC ไปประมาณ 3 กม. ผู้นำทางชาวเชอร์ปาและทีมชาวท้องถิ่นที่ไปกรุยทางเตรียมตั้งแคมป์ล่วงหน้าให้ทีมปีนเขาชาวต่างชาติที่จะขึ้นสู่ยอด Everest โดนหิมะถล่มอย่างจัง เสียชีวิต 18 คน

ทางการกำลังให้ความช่วยเหลือและลำเลียงศพลงจากที่เกิดเหตุ โชคยังดีอยู่บ้างที่มีคนรอด เราก็เห็นพยุงขึ้น ฮ. เพื่อไปรักษาตัวที่กาฎมาณฑุ และโชคยังดีที่ทีมปีนเขาต่างชาติยังไม่ได้ตามขึ้นไปไม่เช่นนั้นคงมีผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม ภาพที่เห็นน่าเศร้ามาก สมาชิกครอบครัวชาวเชอร์ปาต่างมารอรับศพของบุคคลอันเป็นที่รัก และน่าจะเป็นกำลังหลักในการหาเลี้ยงครอบครัวด้วย (เม.ย. 2556) บรรยากาศยามค่ำมืดสลัวพร้อมกับเสียง ฮ. ที่ดังอยู่อกสักพักก่อนที่จะเงียบสงบไปพร้อมการยุติการค้นหา

ชาวเชอร์ปาคือ ชนท้องถิ่นในแถบหิมาลัย จึงมีความทนต่อสภาพอากาศและความสูง และมีความเชี่ยวชาญในพื้นที่ ทางการเนปาลบังคับให้ระยะจาก EBC ออกไปจะต้องมีไกด์พิเศษ (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเชอร์ปา) ไปด้วย ซึ่งทีมชาวท้องถิ่นนี้ มีหน้าที่เป็นเหมือนพี่เลี้ยงและพนักงานบนเครื่องบิน มีคำขวัญประจำใจว่า "your safety is our priority." คนเหล่านี้จึงมีความเสี่ยงในการทำงานสูงมาก แม้จะได้ค่าตอบแทนสูงพอประมาณ แต่ก็อาจจะไม่คุ้มกับความเสี่ยงที่สามารถจบลงด้วยความตายและทำให้ครอบครัวขาดกำลังสำคัญได้ทุกเมื่อ

ความต้องการความท้าทายของนักปีนเขา จึงเป็นความเสี่ยงของผู้ทำอาชีพนี้อย่างยากจะหลีกเลี่ยง

จากนั้นเราไปหาอะไรทานในตัวเมือง (เดิน 5 นาทีจากที่พัก) ฟาดกันแบบไม่ยั้ง ทั้งแฮมเบอร์เกอร์เนื้อจามรี (Yak) บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเกาหลี พิซซ่า แซนวิช ไก่ทอด บลา ๆๆๆ รสชาติ ... นับว่าไม่ผ่านหรืออาจจะไม่ถูกจริตเรานัก จะมีก็แต่บะหมี่เกาหลีที่ซดได้อย่างชื่นใจ เสร็จเรียบร้อยก็ได้เวลาส่องไฟฉายเดินกลับที่พัก

Everest Coffee & Everest Burger (เนื้อจามรี)

ตอบสนองนักท่องเที่ยวชาวตะวันตก มีร้านลักษณะนี้เกือบทุกที่ที่เราไป โต๊ะสนุ๊กฯ โต๊ะพูล เป็นอะไรที่ขาดไม่ได้

ร้านขายอุปกรณืที่ Lukla แน่นอนว่าราคาแพงกว่าที่กาฐมาณฑุ ให้ค่าขนเขาเถอะครับ ส่วนใหญ่ไม่ได้มาทางเครื่องบินนะครับ ใช้นั่งรถโดยสารและเดินเอา ไกลทีเดียว



Yak Donald's


คืนนั้นหนาวไม่แพ้คืนก่อน ๆ แถมที่พักที่บอกว่ามีน้ำอุ่น ก็กลับไม่มี ขนาดน้ำเย็นยังไหลเอื่อยสุด ๆ สุดท้ายก็ต้องพึ่งทิชชู่เปียกตามสูตร

ตอนต่อไป ... ทิ้งท้าย กลับสู่ความวุ่นวาย


-- (=/|\=) R.I.P (=/|\=) --








Tuesday, 6 January 2015

หนีเที่ยวเนปาล - (ตอนที่ 5) เช้าวันใหม่กับตะคริวและ ญ. เหล็ก

จะเป็นเวลากี่โมงแล้วไม่ทราบได้ แต่คาดว่าไม่เกิน 2 ทุ่มครึ่ง ผมยังคงหลับไม่ลง ได้แต่บิดกระสับกระส่ายไปมา คงเป็นเพราะเข้านอนเร็วเกินไป ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เหนื่อยขนาดนั้น แต่อาจจะด้วยเพราะฤทธิ์เบียร์อ่อน ๆ ที่ทำให้รู้สึกง่วงจึงคิดว่าจะหลับได้สบาย ... ที่ไหนได้ อากาศหนาวขึ้นเป็นลำดับ จำได้ว่า ผมได้โทรบอกน้องที่ยังอยู่กาฐมาณฑุให้เตรียมอุปกรณ์กันหนาวให้ดี เพราะเย็นกว่าข้อมูลที่ได้รับมา

ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยความหวังว่า จะใกล้เวลาเช้าแล้ว เพราะตอนนั้นหนาวมากจนไม่สามารถจะนอนต่อได้แล้ว ... ผมไม่มีถุงนอนเนื่องจากชะล่าใจเกินไปว่าจะไม่หนาวมากนักเพราะก่อนมาได้ตรวจสอบอุณหภูมิที่ Lukla ในช่วงสัปดาห์นั้น อุณหภูมิอยู่ราว ๆ 10 กว่า - 20 กว่า ๆ องศา กำลังสบาย จึงนำติดตัวมาเพียงผ้าห่มบาง ๆ 1 ผืน แน่นอนครับ เอาไม่อยู่ ถึงกับขนาดว่า จะลุกออกไปที่ห้องทานอาหารอีกครั้งเพื่อหาความอบอุ่น แต่พอมองออกไป (ห้องพักผมอยู่เยื้อง ๆ) ก็เห็นว่า สลายวงกันไปแล้ว ไฟปิดมืด เตาดับเรียบร้อย จึงต้อง "อตฺตาหิ อตฺโนนาโถ" รื้อเป้หาทุกอย่างที่ใช้ได้มาห่มประทังให้ข้ามคืนไป

จำได้ว่าหลับ ๆ ตื่น ๆ ทั้งคืน หนาวมาก แต่สุดท้ายเพลียหลับไปได้ 2 3 ชั่วโมง ก่อนจะตื่นเช้าวันถัดมาประมาณตี 5 เกือบ 6 โมง แล้วรีบพุ้งเข้าห้องอาหารซึ่งเปิดแล้ว แต่ที่ไหนได้ ดันไม่ติดเตาผิง ... แต่ก็ยังดีกว่าห้องนอน ความหนาวที่แปรงฟันยังยากลำบาก คาดว่าอุณหภูมิเมื่อคืนน่าจะเลขหลักเดียว แถมมีลมไหลผ่านเข้ามาตามช่องไม้อัดและขอบหน้าต่างตลอดทั้งคืน

เช้าวันนั้น ผมกับพี่ที่มาด้วยกันซึ่งก็โผล่ออกมาแต่เช้าเพราะความหนาวเหมือนกัน เลยได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ความพยายามในการเอาตัวรอดในคืนอันหนาวเหน็บแล้วก็ต่างหัวเราะกันไป ก็มันผ่านมาแล้วนิ .. แต่พอได้คุยกับคุณไกด์และเจ้าของที่พัก ก็ได้พบกับความเฟลของตัวเองเข้าอย่างจัง (และอยากถีบอีไกด์ 1 ที) คือ เราสามารถขอผ้านวมหนา ๆ ได้จากที่พักครับ (ลืมบอกไป ที่พักจะมีเตียงเปล่า ๆ กับหมอนให้ แต่ไม่มีผ้าห่ม เพราะ คนส่วนใหญ่ใช้ถุงนอน) ไอ้เรา ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยก็ไม่ทราบว่าขอผ้าห่มได้ เจ้าของที่พักก็บอกว่า "ทำไมไม่บอก ทำไมไกด์ไม่มาบอก" ส่วนตาไกด์บอกว่า "เห็นพวก you หลับไปแล้วตั้งแต่หัวค่ำเลยไม่ถาม" ... อันนี้ อยากยัน 1 ที คือ ถ้าบอกตั้งแต่เย็น ก็ขอเผื่อไปละ "!@$#%#^!!!"

ผมได้รับข่าวดีจากนางที่ตกเครื่องว่า หาที่บนไฟลท์เช้าสุดไม่ได้ ต้องรอไฟลท์ต่อไปประมาณ 06.30 น. ซึ่งได้ที่นั่งแน่นอนแล้ว ขอเพียงท้องฟ้าเป็นใจ ... กว่าจะติดต่อนางได้อีกที ก็ปาเข้าไป 8 โมงครึ่งกว่า ๆแล้ว นางลงที่ Lukla เรียบร้อย เจอลูกหาบ เก็บสัมภาระและเงินที่ผมทิ้งไว้ให้เรียบร้อย และกำลังรอลูกหาบไปเอาสัมภาระตัวเองก่อนจะตะลุยมายัง Phakding ... ในที่สุดก็มาถึงจนได้ และคณะเล็ก ๆ สมาชิก 3 คนไทย (และอีก 3 เนปาลี) จะได้ครบถ้วนเสียที

เราซึ่งอยู่ที่ Phakding หลังจากอาบน้ำอาบท่า ก็เดินเล่น นั่งเล่น รอไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รีบร้อน

ขอเพิ่มเติมเรื่องที่พักสักเล็กน้อยเพื่อเป็นข้อมูล - ห้องพักมีหลายแบบ ทั้งแบบนอนรวม นอน 2 คน นอน 1 คน มีห้องน้ำในตัวหรือใช้ห้องน้ำรวม มีน้ำอุ่น/ไม่มีน้ำอุ่นอาบ สามารถสอบถามและเลือกได้ ราคาก็สูงต่ำต่างกันไป อย่างห้องผม นอนคนเดียว มีห้องน้ำในตัว มีน้ำอุ่น (ต้องบอกให้เจ้าของที่พักเปิดระบบน้ำอุ่นก่อนเราจะเข้าไปอาบ) คืนละ 400 รูปีเนปาล หรือประมาณ 140 บาท แต่ก็ต้องออกแรกเล็กน้อยตอนไปถึงเพราะไม่อยากจะเชื่อว่า บ.ทัวร์ดันจองห้องนอนรวมแบบไม่มีห้องน้ำให้ ทั้ง ๆ ที่บอกไว้แล้วตั้งแต่ตอนซื้อทัวร์ว่า ต้องการที่พักแบบใด

ยังไม่ถึง 11.00 น. ดีสมาชิกคนสุดท้ายก็เดินทางมาถึง นางจ้ำมาด้วยความเร็วมากกว่าพวกผมเสียอีก ทำเวลาดีกว่ากันเกือบครึ่ง ชม. นางมาถึงไม่พูดพร่ำทำเพลง เข้าห้องน้ำ ดื่มโค้กเร่งพลังเล็กน้อย แล้วเราก็รีบออกตัวมุ่งหน้าสู่เป้าหมายต่อไปคือ Namche (นัมเฌ/จ) Bazaar ที่ระดับความสูง 3,440 ม.

ช่วงต้นออกจาก Phakding สู่ Monjo ยังคงอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่า สบาย ๆ มีขึ้นมีลงแต่ไม่ถึงกับขนาดต้องหยุดพักตามขั้นบันได (ทางขึ้นเขาส่วนใหญ่เป็นขั้นบันไดหิน มีทางดินลาดเอียงบ้างบางช่วง)

TIMS Check Post กับทิวซากุระ
ระหว่างทางนัก trek ทั้งหลายจะต้องทำเจ้าสิ่งที่เรียกว่า TIMS card ตามจุดตรวจระหว่างทาง ซึ่งเป็นเหมือนการลงทะเบียนและการเชคชื่อของทางการเนปาล เพื่อความปลอดภัยของนักเดินทุกท่าน ๆ ค่าใช้จ่ายอยู่ที่คนละ 20 ดอลลาร์สหรัฐ (จะว่าไปงานนี้ ผมไม่ทราบในรายละเอียดนักเพราะคุณไกด์จัดการให้หมด เราแค่เตรียมรูปมา ส่วนเงินค่าธรรมเนียมบริษัททัวร์เรียกเก็บรวมไปตั้งแต่ต้นแล้ว) ตลอดทาง 1 ขา เราแวะจุดตรวจลักษณะนี้ประมาณ 3 - 4 ครั้ง

วิวจากลานด้านหน้าโรงแรม มองเห็นเส้นทางที่เราเดินผ่านมา (เดินมาจากขวาไปซ้าย)
เรามุ่งหน้าเดินต่อไปถึงประมาณสักเที่ยงครึ่ง ก็เห็นสิ่งปลูกสร้างแห่งหนึ่ง คล้ายร้านอาหารหรือโรงแรมหน้าตาสวยงามน่าเข้าไปแวะชมสักนิด หรือไม่ก็พักทานข้าวกลางวันมันซะเลย จึงได้เบนเข็มออกนอกเส้นทางเล็กน้อยเพื่อไปยังสถานที่ดังกล่าว

สรุปว่า มันคือโรงแรมที่พักระดับไม่ธรรมดา เรานั่งรับลมและพักเหนื่อยอยู่ด้านหน้า เราซื้อเครื่องดื่มเล็กน้อยแลกตอบแทนการให้เราใช้ห้องน้ำของโรงแรม
 
โฉมหน้าไกด์และลูกหาบทั้งสอง (จากขวาไปซ้าย)

แน่นอนครับ วันนี้ เพื่อทำเวลาให้ถึง Namche  ก่อนตะวันลับฟ้า เราไม่แบกของกันเองแม้แต้น้อย จะมีเพียงกระเป๋าเล็กที่ใส่ของจำเป็นเท่านั้นที่สะพายติดตัว พร้อมไม้ช่วยเดิน ซึ่งเราก็เหมือนกับว่าทำเวลากันได้ดีพอสมควร

หลังจากนั่งพักได้สัก 10 นาที เราก็ออกเดินกันต่อไปยังที่พักทานอาหารกลางวันซึ่งคุณไกด์ได้นัดหมายไว้แล้ว (แน่นอนครับ เราอยากจะพักทานที่นี่ แต่ก็ไม่อยากจะเสียเงินเพิ่มโดยไม่จำเป็น จึงเดินตามแผนของคุณไกด์อย่างว่าง่าย )

เพียงครึ่งชั่วโมง เราก็มาถึงยังร้านอาหารเป้าหมาย ซึ่งก็เป็นที่พักในตัวด้วย เหมือนกับที่พักทั่วไปที่พบเห็นตามทางที่ผ่านมา ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น ยกเว้นอาหาร ที่จำได้ว่า จะมีเมนูที่น่าสนใจ อย่างผัดมักกะโรนี ที่พออ่านชื่อแล้วนึกถึง โรงอาหาร/ร้านอาหารตามสั่งที่ไทยขึ้นมาทันที น่าเสียดายที่พอสั่งมาแล้ว มันไม่เป็นไปอย่างที่หวัง แน่นอนล่ะครับ เราไม่ได้เดินเล่นอยู่เมืองไทยนิ

ที่พักทานอาหารกลางวัน
พักทานอาหารกันประมาณ 1 ชม. ก่อนจะออกเดินทางต่อ ซึ่งระยะทางจาก Monjo ถึง Namche จะเป็นช่วงที่โหดที่สุดสำหรับทริปของมือสมัครเดินอย่างเราในครั้งนี้ เรามุ่งหน้าต่อไปสปิริตเต็มร้อย แต่สังขารเริ่มออกอาการบ่นออด ๆ แอด ๆ

ทางส่วนใหญ่เป็นการปีนบันไดและทางลาดอย่างต่อเนื่อง เล่นเอาหอบ ต้องหยุดพักตามรายทางเพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อล้าจนเกินไป เราพักบ่อยพอสมควร แต่เวลาเดินก็เดินกันที่ความเร็วที่ไม่น่าเกลียดหรือเกะกะขวางทางจนเกินไปนัก

สุดท้ายแล้วก็เป็นผม ที่ตะคริวถามหา มันมาแปลก ดันมาที่กล้ามเนื้อต้นขาด้านใน สงสัยจะใช้ต้นขาหนักจริง ๆ ยังโชคดีที่มันมาแบบเหมือนเป็นสัญญาณเตือนให้พักมากกว่าที่จะมาเล่นงานอย่างจริงจัง พอสัญญาณมาผมก็หยุด เป็นแบบนี้ประมาณ 2 ครั้งกว่าจะถึงที่หมาย

ส่วนแฟนผมก็หยุดพักบ่อยหน่อย (คือ ผมก็เหนื่อยนะ แต่รอหยุดพร้อมแฟนดีกว่า ไม่ต้องออกปากเอง 555 ... แค่พูดก็เหนื่อยแล้ว) แต่เธอก็อึดเหลือเกิน เพราะเธอออกเดินมาจาก Lukla รวมแล้วเธอเดินมา 4 5 ชั่วโมงแล้ว ในขณะที่ผมกับพี่อีกคนเดินมาเพียง 2 ชั่วโมงกว่า 3 ชั่วโมง ผมยังไม่อยากจะเชื่อว่า เธอจะอึดขนาดนี้

จุดที่พีคที่สุดของ leg นี้คือ จุดขึ้นถึง Namche ที่เหมือนกับโผล่ขึ้นไปถึงจุดสูงสุดที่ไม่มีอะไรขว้างสายตา หลังจากที่มีทางขึ้นเขาที่ปีนกันมาบังอยู่ด้านหน้าตลอด และพอมองลงมาก็เห็น Namche Bazaar อยู่ในหุบเขาเบื้องล่าง มีบ้าน ที่พัก ร้านรวง สร้างเรียงลดหลั่นไล่ระดับลงไป คล้ายการทำนาขั้นบันได ... ณ จุดนั้นคือ มันเหนื่อยมากครับ ล้ามาก ขาสั่น แต่คือทำได้ ขึ้นมาถึงแล้ว สำเร็จแล้ว

 


จากจุดพีคของอารมณ์ความรู้สึก ก็ตกดิ่งลงสู่จุดใต้ตูดในทันที เมื่อรู้ว่าเรายังต้องปีนกันอีกเล็กน้อยเพื่อไปยังที่พัก ซึ่งอยู่สูงขึ้นอีกนิดของฝั่งตะวันออกของหุบเขานี้ คือตอนนั้น อีกก้าวก็ไม่อยากจะเดินแล้ว

Namche Bazaar เป็นจุดพักและซื้อของจุดสุดท้ายก่อนเดินทางสู่ EBC ราคาของแพงกว่าข้างล่างแน่นอน กลุ่มที่จะเดินต่อไปยัง EBC จะมาพักที่นี่เพื่อปรับตัว พักร่างกาย และออกไปซ้อมเดิน โดยจะอยู่ที่นี่ประมาณ 2 คืนขึ้นไป แล้วแต่แผนของแต่ละคน

ที่ความสูง 3,440 ม. ความหนาวเย็นไม่เป็นสองรองใคร พระอาทิตย์ยังไม่ตกดีก็ไม่อยากจะเอามือออกจากกระเป๋ากางเกงแล้ว คุณไกด์บอกว่า อาทิตย์ก่อนหิมะยังสูงเป็นฟุตอยู่เลย

เราได้ห้องพักแบบไม่มีห้องน้ำในตัว คือ มันทรมานทีเดียวที่จะต้องออกจากห้อง ซึ่งไม่ได้อุ่นเลย ไปยังที่ ๆ ยังเย็นซะกว่าอย่างห้องน้ำที่เปิดหน้าต่างไว้ แถมยังต้องผจญกับสิ่งรบกวนประสาทสัมผัสทั้งทางตา จมูก และสัมผัส คงไม่ต้องอธิบายไปมากกว่านี้ "มันคือห้องน้ำรวม" ครับ ผมก็แค่ไปแปรงฟัน ทำธุระเบา ยังแทบตาย

เราผ่านคืนอันหนาวเหน็บที่อุณหภูมิ -1 ถึง 1 องศา (คุณไกด์บอกตอนเช้าวันรุ่งขึ้น) จากประสบการณ์เมื่อคืนก่อน ทำให้เราบอกคุณไกด์ให้หาผ้าห่มและฮีทเตอร์มาให้เรา แต่สุดท้ายก็ได้แค่ผ้าห่มอย่างหนา ซึ่งเพียงพอ อย่างไรก็ตาม หัวค่ำวันนั้นผมรีบเข้านอนเพราะไข้ขึ้นอย่างหนัก ก็เล่นใส่เสื้อยืดตัวเดียวเดินตากลมเป็นชั่วโมง ๆ เพราะร้อนจัดในระหว่างทางขาขึ้น

สรุปว่า
- ผมนอนไข้ขึ้น แต่ก็หายตั้งแต่ก่อนจะเช้า
- พี่ที่ไปด้วยกันหลังจากซดเบียร์ Everest ข่มนามมาทุกคืน ก็ไข้ขึ้น ณ กลางดึกวันนั้น สู้อากาศหนาวไม่ไหว พอตอนเช้าแกตื่นมาทานอาหารได้เล็กน้อย แล้วก็ต้องทานยากลับไปนอนพักต่อถึงเที่ยง
- แฟนผม ... นางไม่เป็นอะไรเลย สรุปรวมนางเดินไปประมาณ 6 7 ชั่วโมง และไม่เป็นอะไรเลย เช้าวันรุ่งขึ้นยังออกไปเดิน ๆ ปีน ๆ ขึ้นไปไหว้พระที่วัดด้วยกันกับผม


ตอนต่อไป ... ความท้าทายกับการสูญเสีย


/(=o=)\





หนีเที่ยวเนปาล - (ตอนที่ 4) ทางสู่ Phakding ขึ้นเขาลงห้วย ชมธารน้ำนม

ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณบ่าย 3 โมง ตามที่กำหนด ผมและพี่อีกคนพร้อมไกดฺ์และลูกหาบ 1 มุ่งหน้าสู่ Phakding ซึ่งจะต้องข้ามหุบเขาไป เราเริ่มด้วยการเดินลงเขาจาก Lukla สู่ธารน้ำสีน้ำนมเบื่องล่าง ธารดังกล่าวเป็นหนึ่งในผลผลิตของเทือกเขาหิมาลัย ไหลแรง เย็นจับใจ น้ำใสแต่มีสีเหมือนผสมนมจาง ๆ จึงเป็นที่มาของชื่อท้องถิ่นซึ่งแปลออกมาได้ว่า "ธารน้ำนม" (จับชื่อเนปาลีไม่ได้แล้ว)

ธารน้ำนมเบื้องล่าง

ณ จุดนี้ ยังฟิตเต็มร้อย แบกของเองด้วยความตื่นเต้นเพราะเป็นการ trek ครั้งแรก และเตรียมตัวมาพอสมควร (แม้ช่วงใกล้ๆ จะเดินทางจะสันหลังยาวขึ้นอย่างมาก จบแอบกลัวเล็ก ๆ ว่าจะฟิตไม่พอ) ซึ่งก็มีแค่เป้ 45 ลิตรใบเดียวและกระเป๋าสะพายข้างอีกใบที่ใส่ของใช้จำเป็นเล็ก ๆ น้อย ๆ ลูกหาบจึงได้เดินตัวปลิวแต่ดูไม่สายใจเท่าไหร่เพราะไม่ได้ช่วยแบกของ พวกผมจึงฝากกระเป๋าสะพายข้างให้ได้แบกพอเป็นพิธี แต่ก็ทำให้เราทะมัดทะแมงคล่องตัวขึ้นมาก


ด้วยความที่ออกตัวช้า และคุณไกด์ก็ดูกังวลกับฝนกลางหุบเขา เราจึงจ้ำกันอย่างเต็มที่ ลงถึงธารน้ำนม แล้วก็เดินไต่ขึ้นเขาใหม่ ข้ามสะพานจากเขาสู่เขา ความสูงชวนหวาดเสียว มองลงข้างล่างไม่ได้ มึนหัวมันที แต่สะพานมั่นคงดี ไม่น่ากลัว แม้จะแกว่งตัวและเด้งไปมาตามน้ำหนัก แต่โดยรวมอุ่นใจได้เพราะดูแล้วโครงสร้างแข็งแรง ก็ขนาดขบวนน้อววัว น้องลา ซึ่งหนักกว่าเราหลายเท่ายังเดินกันได้สบาย ๆ

แม้จะเดินลงไต่ขึ้นจนเมื่อยพอสมควร แต่สปีดยังไม่ตก ยังเร่งฝีเท้ากันต่อไป และได้เจอฝนปรอย ๆ เล็กน้อยระหว่างทางตามที่คุณไกด์คาดการณ์ (แม่นทีเดียว) ก็ได้เย็นฉ่ำกันเล็ก ๆ ไม่ถึงกับเปียก

ตามรายทางก็จะมีร้านอาหารและที่พักแบบบ้าน ๆ ต้้งเรียงรายอยู่เป็นระยะ ทิวทัศน์โดยรอบเหมือนอยู่ยุโรป ทิวภูเขาหิมะสูงตระหง่านเป็นฉากหลัง มีสายน้ำเส้นสีขาว ๆ ให้เห็น ประกอบกับบ้านและที่พักก่อจากหินและไม้ ... สวยงามน่ารัก เราหยุดชมวิวและทำลายปอดเล็กน้อยด้วยความแช่มชื่นในบริเวณ "terrace" ของที่พักแห่งหนึ่งซึ่งสร้างยื่นเข้าไปในหุบเขา แล้วจึงออกเดินต่อ ณ จุดนี้ แม้อากาศจะหนาว ลมจะเย็น แต่เหงื่อก็ซึมมาได้สักระยะแล้ว ตั้งแต่เริ่มขาขึ้นจากธารน้ำนม ถึงกับถอดแจคเก็ตออก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเพราะต้องตากลมทำให้เป็นไข้ได่ง่าย ๆ

ไม่นานเกินรอ ไม่ถึง 2 ชม. ครึ่ง ดี เราก็เดินทางถึง Phakding พร้อมกับโล่งใจว่าผ่านไป 1 เปลาะ เรียกความมั่นใจได้ดีทีเดียว แต่ไม่วายนึกถึงคำพูดของคุณไกด์ได้ว่าระยะจาก Lukla ถึง Phakding เป็นระดับเบ ๆ เป็นทางราบ ๆ เดินได้เบา ๆ สบาย ๆ แม้เราจะทำเวลาได้ดีกว่าปกติที่ใช้ประมาณ 3 ชม. (แบบเดินสบาย ๆ) แต่หนทางจาก Phakding ไปจะเป็นการไต่ขึ้นที่ชันกว่านี้มากนัก


ระหว่างที่จ้ำกันอยู่ ประมาณ 4 โมงกว่า ๆ ก็ได้ความจากนางที่ตกเครื่องว่า ไม่ได้บินวันนั้นแน่นอนแล้วเพราะที่ Lukla ลมแรงและฟ้าปิด นางจึงกำลังหาตั๋วเที่ยวบินแรกไปยัง Lukla ในวันรุ่งขึ้น ซึ่งจะมีตั้งแต่ 5.30 น. หากมาได้ทางผมก็จะรอที่ Phakding เพื่อไปยังจุดหมายต่อไปพร้อมกัน

จาก Lukla ถึง Phakding สูญเสียความสูงไปเกือบ 200 ม. ความรู้สึกเหมือนเดินขึ้น-ลงบันไดเพื่อออกกำลังกายแล้วจบลงที่ความสูงระดับเดิม อากาศเย็นสบายจนหนาว แต่ ณ ตอนนั้นเหงื่อยังออกไม่หยุด จึงนั่งชิวหน้าที่พัก จิบเบียร์เอเวอเรสท์พร้อมกับแกล้มเป็น "โมโม่" (คือ ผมชอบทานอาหารประเภทเกี๊ยว ไปที่ไหนก็อยากชิม แต่บอกได้เลย ตลอดทริปนี้ โมโม่สไตล์เนปาลช่างไม่ถูกปากเอาเสียเลย กลิ่นเครื่องเทศแรงมาก จะว่าแรงกว่าที่อินเดียก็ไม่ผิด) ผมอยู่ในสภาพไม่ต่างจากนั่งอยู่ กทม. คือ เสื้อโปโล กางเกงยีน และรองเท้าแตะ คือ ตอนนั้นมันร้อนอึดอัด ก่อนเริ่มรู้สึกถึงกระแสความเย็นที่เตือนว่า จะใส่เสื้อโปโลตัวเดียวไม่ได้แล้ว


ที่พักส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้ ข้างนอกเป็นหิน ข้างในบุไม้อัดอีก 1 ชั้น
อากาศเริ่มหนาว ฟ้าเริ่มมืด เราย้ายตัวเข้าสู่ห้องอาหาร 'dining hall' ของที่พัก ซึ่งก็เป็นห้องสี่เหลี่ยมไม่เล็กไม่ใหญ่ มีแผงเก้าอี้ติดผนัง 3 ด้าน หันหน้าเข้าหากลางห้อง ตามด้วยชั้นของโต๊ะยาวแบบโรงอาหารและปิดเก้าอี้พลาสติก กลางห้องมีเตาผิงใช้ถ่านไม้ตั้งอยู่ เพื่อให้ความอบอุ่น พอค่ำ ๆ หลังอาหารเย็น ต่างคนต่างก็ลากเก้าอี้ไปนั่งออกันอยู่รอบเตาผิง จิบชาไปพลางเพื่อความอบอุ่น
ขบวนน้องลาแบกเสบียงลงมาจากเขา




อาหารตลอดเส้นทางจะคล้าย ๆ กัน เหมือนถ่ายเอกสารตัวเมนูแล้วแจกที่พักทุกแห่ง แต่ก็เข้าใจได้เพราะทุกอย่างต้องขนขึ้นมาจากกาฐมาณฑุไปยัง Lukla ทางคอปเตอร์ หรือคนเดินเท้า 2 สัปดาห์แบกขึ้นมาจากเมืองที่ใกล้ Lukla ที่สุดที่มีรถมาถึง จากนั้นจึงอาศัยคน + วัว + ลาเดินขบวนกันขึ้นเขาเพื่อส่งตามที่พัก (คนที่นี่อึดมาก) อาหารเครื่องดื่มจึงคล้ายกันเพื่อความสะดวกในการซื้อและขนส่ง แต่ก็ไม่วายมีน้ำผลไม้กระป๋องจากไทยวางขายให้เห็นคู่กับกระทิงแดงกระป๋องทอง นอกจากอาหารเครื่องดื่มแล้ว ก็จะมีการขนเตาแก๊ส น้ำมันก๊าด ซึ่งเป็นอุปกรณ์หลักในการประกอบอาหารตามที่พักบนเขา
  
น้องวัวจาก Lukla มุ่งหน้าขึ้นเขา
กลับมาเล่าเรื่องอาหารสักเล็กน้อย อาหารตามที่พักเหล่านี้ก็จะมีอาหารง่าย ๆ เช่น ข้าวผัด บะหมี่พื้นเมือง หรือ Thukpa ซึ่งมีน้ำข้นเหนียว คล้ายราดหน้า รสออกจืด ๆ  ใส่ผักสารพัดที่มีในพื้นที่ และมีกลิ่นเครื่องเทศแขกในระดับที่ไม่สาหัส หรืออีกแบบคือ อาหารกระเดียดไปทางฝรั่งตะวันตก เช่น ไก่ทอดมาพร้อมมันทอด ซึ่งก็ได้ลองแล้ว หาเนื้อไม่ค่อยเจอ เป็นกระดูกกับแป้งที่ชุบทอดซะเยอะ

ค่ำวันนั้น ผมทานเจ้าราดหน้าพื้นเมือง (Thukpa) นับว่าดีทีเดียวเพราะอุ่นทน อุ่นนาน ส่วนพี่อีกคนแก้เคล็ดด้วยการดื่มข่มนาม ซัดแต่เบียร์ Everest ตั้งแต่เข้าที่พักจนกระทั่งเราแยกย้ายไปนอนแม้จะยังหัวค่ำอยู่ ด้วยความหวังจะชาร์จพลังเตรียมพร้อมสำหรับวันรุ่งขึ้น

ตอนต่อไป ... เช้าวันใหม่กับตะคริวและ ญ เหล็ก


-( * 3 * )-


Monday, 22 September 2014

หนีเที่ยวเนปาล - (ตอนที่ 3) เหิรเวหาสู่ Lukla จุดเริ่มต้นเส้นทางสู่เอเวอเรสท์ (Everest Trek)

วันนี้ตื่นแต่เช้าด้วยความตื่นเต้นปนความงก อยากจะดูหน้าตาอาหารเช้าโรงแรมที่พักสักหน่อย ... พอไหวครับ สมราคา (ค่าห้องผมคืนละ 25 USD เท่านั้น) แต่ที่แย่คือ ระบบระบายอากาศไม่ดีเอาซะเลย อาจจะเป็นระบบกระตุ้นให้ลูกค้ารีบทานรีบลุก ไม่เช่นนั้นคงจะกลิ่นเหมือนอาหารที่ทานไปทั้งวัน

8 โมงตรงคือเวลานัดหมายกับไกด์เดินเขาชาวท้องถิ่นและรถ เพื่อออกตัวไปยังสนามบินภายในประเทศ เพื่อขึ้นเครื่องไปยังเมืองลุกลา (Lukla) ประตูทางเข้าสู่หิมาลัย-เอเวอรเรสท์

เมื่อไปถึงสนามบิน ก็ได้บรรยากาศแบบสถานีขนส่งเอกมัย แต่ยังเล็กกว่าเอกมัยพอสมควร (เฉพาะส่วนอาคาร) ด่านที่ 1 การแสกนกระเป๋าสัมภาระเพื่อความปลอดภัย เจ้าหน้าที่แปะสติกเกอร์กันการเปิดกระเป๋ายัดของเพิ่มเรียบร้อย และผ่านการค้นตัว จึงผ่านเข้าอาคารมาได้

เคานเตอร์สายการบินเต็มไปด้วยผู้คนในสภาพโกลาหล หยิบตั๋วตัวเองขึ้นมาดูเห็นเพียงรหัสเที่ยวบิน CH4 เงยหน้าดูจอสถานะ ... เห้ยไม่มีนี่หว่า ความนอยเริ่มมาเยือนพร้อมคำถามมากมาย ... สายการบินชื่ออะไร ... หันซ้ายหันขวา ไม่มีวี่แววอักขระ CH ปรากฏให้เห็น ... ยังไงฟระเนี่ย แต่ก็ชิวครับ เมื่อนึกได้ว่า อ้อ ตาไกด์ท้องถิ่นต้องจัดการให้ แล้วก็เป็นไปตามนั้น คุณไกด์ นาม Raju ซึ่ง ณ จุดนั้นยังคงทำหน้า cool & calm บอกเราว่า สายการบินชื่อ Tara Air (ธารา - "น้ำ" ครับ) และให้รออยู่ตรงนี้ ก่อนฝ่าฝูงชนเข้าไปยัง counter check-in ไม่ทันได้หายคิดถึง คุณไกด์ก็เดินกลับมาบอกว่า สายการบินให้รอก่อน ประมาณว่ายังไม่ถึงคิวเชคอินของไฟลท์นี้ 

ขอตัดไปเล่าสถานการณ์ของเราเล็กน้อย - การเดินทางครั้งนี้เราวางแผนไปลุยหิมาลัยกัน 3 คน โดยผมและพี่อีกคนบินจากมุมไบ ส่วนน้องอีกคนบินจากกัลกัตตา นัดแนะดิบดีว่าเจอกันที่กาฐฯ 1 วัน เพื่อชมกาฐฯ ก่อนไป Lukla ปรากฏ น้องที่แสนน่ารักดันประสบเคราะห์กรรมรถเสียระหว่างทางไปสนามบิน เล่นเอาตกเครื่องซะงั้น นางจึงได้ผจญภัยต่อกรกับสายการบินแห่งชาติของอินเดียที่ไม่ให้ความช่วยเหลือใด ๆ ปัดทุกอย่างตามสไตล์ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจที่เจ๊งแล้วเจ๊งอีก รัฐบาลเข้าอุ้มครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ยังคงโคม่า 24 ชม./วัน 7 วัน/สัปดาห์ ยังไม่จบ นางยังซวยต่อด้วยการค้นพบความจริงที่ว่า จะมีไฟลท์ตรงที่เร็วที่สุดจากกัลกัตตาตรงไปกาฐฯ ในอีก 2 วัน ซึ่งเนิิ่นนานเกินจะรอได้ ...

หลังจากฝ่าฟันต่อสู้ออกรบอย่างทุลักทุเลแต่ด้วยสปิริตที่แรงกล้าของนาง นางก็ค้นพบว่า ทางที่เร็วที่สุดคือ ไปนิวเดลี (New Delhi) เดี๋ยวนั้น และรอไฟลท์จากนิวเดลีไปยังกาฐฯ ในเช้าวันรุ่งขึ้น ซึ่งถ้าเป็นไปตามกำหนดการ นางก็จะถึงกาฐฯ และไปทันไฟลท์ให้หลังพวกผม 1 ชม. แต่ที่นี่อินเดียครับ นาฬิกาไม่ต่างจากกำไล ... แน่นอนครับไฟลท์ของนางดีเลย์ไปอีก 1 ชม.

ทางผมกับพี่อีกคน ทราบเรื่องนี้ในเย็นวันก่อนหน้า แต่ก็ตัดสินใจว่า เลื่อนตั๋วให้นางไปหลังพวกผม 1 ชม. และพวกผมจะไปรอที่ Lukla เพราะทราบมาว่า ช่วงนี้ฟ้าปิดและลมแรง ไม่มีไฟลท์ออกไป Lukla มา 3 วันแล้ว และช่วงนั้น ปกติหลัง 10.00 น. ก็ไม่สามารถบินไปลงที่ Lukla ได้แล้ว ใช่ครับ 10 โมงเช้า แต่ละวันจึงมีเวลาที่ทำการบินได้ประมาณ 4-5 ชม. (เที่ยวบินแรกจะออกประมาณตี 5 กว่า 6 โมง) และแต่ละเที่ยวบินจะต้องรอสัญญาณจากทาง Lukla ยืนยันว่า ฟ้ายังไม่ปิดและลมไม่แรงเกินไป เพื่อความปลอดภัยในการร่อนลง ดังนั้น จึงไปก่อนดีกว่า ไม่งั้นอาจจะไม่ได้ไปกันทั้งหมด

ตัดกลับมาที่พวกผม ซึ่งก็ยืนรอไปสักพักเริ่มทนไม่ไหว เห็นคนมาทีหลังเข้าไปเชคอิน - เปลี่่ยนไฟลท์ แต่ทำไมพวกเราจึงมายืนเอ๋อรอ เวลาก็งวดเข้าทุกที อีตาไกด์ก็นิ่งเหลือเกิน ทันใดนั้นเอง เหมือนสัมผัสได้ถึงจิตหงุดหงิด คุณไกด์ก็เดินไปถามเคาน์เตอร์เชคอินอีกครั้ง ก่อนเรียกเราไปต่อแถวรอเชคอิน แต่พอถึงคิว (จริง ๆ ก็ไม่ค่อยมีคิว คือ มันมั่วไปหมด) ปรากฏว่าเกิดการสนทนาระหว่างไกด์กับสายการบินพักหนึ่ง ก่อนที่ไกด์จะหันมาบอกเราว่า เราเชคอินไม่ได้ ไม่มีชื่อจอง ... (!@$#$!?!?!?) เราจึงได้ถอยทัพไปรออีกครั้ง ไกด์อธิบายให้เราฟังว่า ตั๋วเลื่อนหมดทุกคน ...

ความปรี๊ดพุ่งพล่านล้นทะลัก ไม่รอช้า กดโทรศัพท์ทันที ต้องการคำอธิบายจาก บ.ทัวร์ ที่จัดการเรื่องตั๋วให้ ... ได้ความว่า คนเลื่อนตั๋วอาจจะทำผิด (!@#$@%!?!??!?) เลื่อนตั๋วของทั้ง 4 คน รวมไกด์ แทนที่จะเลื่อนคนเดียว และขอเวลาตรวจสอบ ... ให้มันได้อย่างนี้ ตอนนั้นทราบข่าวพอดีว่า คุณน้องไฟลท์ดีเลย์ไปอีก 1 ชม. ตอนนั้นเลยแอบคิดว่า เออ เอา อาจจะเจอความโชคดีในความซวย อาจจะได้ไปพร้อมกัน ...

คุณไกด์เริ่มไม่ cool & calm พุ่งเข้าสำนักงานสายการบินในสนามบิน และกลับมาบอกเราว่า "มีที่ จะไปหรือไม่ ถ้าไป ไปตอนนี้เลย แต่ยูไปกัน 2 คน ไอจะรออีกคนแล้วตามไป" ... จำได้ว่า ตอนนั้นเริ่มมึนและมีความคิดผุดขึ้นมาทั้นทีว่า ถ้าตอบ yes คือต้องเสียเงินเพิ่ม หรือยังไง ทำไมคนแย่งกันไป แต่ดันมีที่ว่าง อะไร งง งง งง โว้ย แล้วไปกัน 2 คน แล้วไปถึงแล้วยังไง อะไรฟระ (แต่ตอนนั้น ก็ไม่ได้สนใจประเด็นนี้มากนัก กะว่า ถ้าต้องแยกไปก็ไป) ... ปฏิบัติการอัด บ.ทัวร์ จึงเริ่มขึ้นอีกครั้งว่า จะให้ทำยังไง เลยให้คุยกับไกด์ แล้วจัดการให้เรียบร้อย

สุดท้ายพวกผม + ไกด์ได้เชคอินเรียบร้อย จำได้ว่าจองไว้เที่ยว 09.00 น. เวลาประมาณ 09.50 ยังคงนั่งรออยู่ในรถบัสที่พาไปขึ้นเครื่อง ช่วงที่รอนี้เองที่ทำให้ทราบว่า CH4 หมายถึง เที่ยวบินเช่าเหมาลำ (chartered flight) เที่ยวที่ 4 และคุณน้อง สมาชิกคนที่ 3 ได้มาถึงเนปาลแล้ว

นี่คือ เครื่องบินแบบที่เรานั่ง มีประมาณ 13 ที่นั่ง จัดเป็น 2 แถว ๆ ละ 5 และเบาะหลังท้ายเครื่องอีก 3 ที่นั่ง คุณแอร์ก็นั่งเบาะหลังนี้ เสียงใบพัดกระหึ่มตลอดเส้นทาง สายการบินให้บริการด้วยสำลีอุดหูพร้อมท็อฟฟี่ สำลีจะมาเป็นถาด เราก็ดึง ๆ ออกมาพอใช้ สำหรับผม ไม่ใช้ครับ ไม่ใช่อะไร แค่ไม่คิดว่ามันจะดังอะไรหนักหนา ซึ่งจริง ๆ ก็ไม่ดังอะไรมากครับ แค่ภาวนาให้ลงเร็ว ๆ แค่นั้น เพราะกลัวหูพัง อย่าคิดจะคุยกัน เจ็บคอเปล่า ๆ
สภาพภายในห้องโดยสาร



การบินเครื่องเล็กก็ตื่นเต้นเหมือนนั่งรถเมล์ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมชอบ หลับได้สบาย ระยะบินประมาณครึ่ง ชม. ผมหลับเกือบตลอดทาง มาตื่นตอนจะลงพอดี ซึ่งถือว่าเป็น HIGHLIGHT เลยทีเดียว ก็นี่คือ 1 ใน 10 สนามบินที่อันตรายที่สุดในโลก runway สั้นมาก จึงต้องใช้เครื่องบินเล็กเท่านั้น เบรคช้าจูบหน้าผา


Lukla Airfield เครื่องบินที่จะร่อนลงจะมาจากทางปลายฝั่งไกล
ถ้าเบรคไม่ทันก็จะปักเข้าหน้าผาที่ผมยืนอยู่ ส่วนเวลาจะขึ้้น
ก็จะเริ่มจากฝั่งเลข 24 ถ้ายกหัวไม่ทัน ก็ลงเหวครับ

ในที่สุด เราก็มาถึง Lukla ที่ระดับความสูง 2,800 เมตรเหนื่อระดับน้ำทะเล อากาศเย็นสบายสุด ๆ

รับสัมภาระเรียบร้อย มีลูกหาบมารอรับจำนวนมากมาย ก็เป็นหน้าที่คุณไกด์อีกครั้งที่ต้องหาตัวลูกหาบของคณะเรา ... คณะเรารวม 3 คน จ้างไกด์ 1 ลูกหาบ 2 และไปแค่ Namche ภายหลังมารู้ว่า ออกจะมากไปสักเยอะเลยทีเดียว แต่ บ.ทัวร์แนะนำมาแบบนี้ ซึ่งก็สบายและครึกครื้นดี

เรามุ่งหน้าเข้าที่พักชั่วคราวเพื่อรอฟังข่าวจากนางคนที่ 3 ว่าจะมาได้หรือไม่ ข่าวที่ได้ไม่สู้ดีนัก แม้นางจะสู้จนสามารถเข้าไปรอหน้าเกทได้ตั้งแต่ขณะที่เครื่องผมยังไม่ขึ้น แต่ไฟลท์ก็ถูกเลื่อนไปออกไปเรื่อย ๆ เพราะฟ้าที่ Lukla ปิดและลมแรงมาก

ทีมที่ Lukla จึงหาอะไรทำด้วยการเดินสำรวจ Lukla แบบชิว ๆ และจบด้วยการนั่งดื่มเบียร์ Everest ชื่นชมทิวเขาฆ่าเวลาไปพลาง ๆ แต่ฆ่าไปได้สักพัก ก็เริ่มไม่มีอะไรจะฆ่าแล้ว และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนที่สูง ซึ่งอากาศบางอยู่แล้ว ก็ไม่ค่อยจะสู่ดีนัก เพราะหัวใจคุณจะต้องทำงานหนักขึ้นอีก


เราได้รับอัพเดททุกครั้งที่มีการเลื่อนไฟลท์ ซึ่งก็คือเกือบทุก ชม. รอมาได้ 2 3 ชม. ผมกับพี่อีกคนก็เริ่มปรึกษาไกด์ว่า ออกได้ช้าที่สุดกี่โมง เพราะวันนี้เราต้องเริ่มเดินแล้ว โดยจุดหมายแรกคือ Phakding อ่าน "พักดิ้ง" ไกด์ ก็อยากให้รีบไปเพราะเกรงฝนจะตกในหุบเขาที่จะต้องเดินผ่าน สรุปว่า บ่าย 3 โมง คือต้องออกเดินทาง ซึ่งนั่นก็เหลือเวลาให้ลุ้นอีกเพียง 1 ชม. ในขณะที่ ฟากกาฐฯ จะรู้ว่า ไม่มีบินในวันนั้นแน่แล้วหลัง 4 โมงเย็น

และแล้วเวลาก็มาถึง ผมตัดสินใจทิ้งอุปกรณ์ เช่น ถุงมือ ไม้ช่วยเดินเขา ผ้าปิดจมูก มีดสวิส ผ้าเช็ดตัวแบบแห้งเร็ว และเงินบางส่วนไว้ให้สมาชิกคนที่ 3 สำหรับกรณีที่สามารถไปยัง Lukla ได้ในวันนั้น นางจะได้มีอุปกรณ์ยังชีพและเงินเนปาลเพราะนางยังไม่ได้เข้าเมืองเลย เมื่อนัดแนะกับไกด์และลูกหาบเรียบร้อย เราก็ออกเดินทางสู่ Phakding โดยทิ้งลูกหาบไว้ 1 คน เพื่อรอรับนาง

Lukla

ที่พักและร้านอาหาร (อันนี้ เดินผ่านเห็นสีสวยน่ารักดีเลยถ่ายไว้)

cafe อาหารแบบ continental snacks ซึ่งเป็นแบบนี้เป็นส่วนใหญ่

ตลาดลุกลาขายอุปกรณ์เดินเขา ซึ่งราคาย่อมสูงกว่า กาฐฯ

เครื่องลงใหม่ ๆ ยังเห็นยอดเขาสีขาวโพลน แต่ผ่านไปพักเดียว เมฆบังมิดแล้ว
ปล. ยอดที่ถูกบังนี้ไม่ใช่ Everest นะครับ
 

ต่อตอนหน้า ... ทางสู่ Phakding ขึ้นเขาลงห้วย ชมธารน้ำนม



(/-= _ =)/





Monday, 21 April 2014

หนีเที่ยวเนปาล - (ตอนที่ 2) กาฐมาณฑุ ... ทั้งวันทั้งคืน

ทะยานออกจากที่พักตอนนั้น ก็บ่ายโมงกว่าแล้วเห็นจะได้ ก่อนจะไปชมเมือง จึงพุ่งไปสวาปามอาหารญี่ปุ่นที่ร้าน Koto ตามคำแนะนำร้านอร่อยที่ได้ยินมาจากคนไทยที่อยู่ที่กาฐฯ

อาหารญี่ปุ่นอร่อย ๆ ราคาสมเหตุผล นับว่าเป็นอะไรที่หายากมากในมุมไบ ส่วนใหญ่ที่มีก็มักจะราคาสูง รสชาติก็ใช่ว่าจะดีแท้ซะทีเดียว บางร้านได้ยินว่าเทพมาก แต่สนนราคาค่าความอร่อยก็ถีบทะยานตามมาเป็นเงา ประมาณว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยตกหัวละเกือบ 7 พัน - 1 หมื่นบาท ต่อมื้อเลยทีเดียว

มาเจอร้าน Koto ครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสในการบรรเทาความ (อด) อยากอาหารญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี
บรรยากาศภายในร้าน ดูสบาย ๆ และสะอาดสะอ้าน

บรรยากาศร้านที่สะอาดสะอ้านสบายตา คือ อยู่เมืองแขกมานาน บอกได้เลยว่า เหมือนหลุดมาอีกโลกหนึ่ง ไม่น่าเชื่อว่าเนปาลจะดีขนาดนี้ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านตัวโตทางตอนใต้

นอกจากนั้น ยังไม่มีเสียงดังบ้าบอให้ปวดประสาทหู ไม่มีกลิ่นประหลาด 3 ประการ (1) กลิ่นขยะ (2) กลิ่นคาวแบบสะพานปลา/ตลาดสด และ (3) กลิ่นสาบคน มาบั่นทอนความอยากอาหารและสร้างความหงุดหงิดใจ แบบในมุมไบ ที่คุณไม่สามารถเลี่ยงกลิ่น 1 ใน 3 นี้ได้ จริง ๆ แล้ว เจอกลิ่นเดียวนับว่าโชคดี

อาหารก็หน้าตาสวยงาม ส่วนรสชาติก็ยากจะติ เป็นรสชาติที่ถูกปากคนไทย (คือ ออกหวานสักนิด) กับราคาที่หาไม่ได้ในมุมไบ ... บอกได้แค่ว่าแค่มื้อแรกก็หลงรักกาฐฯ เข้าอย่างจัง

เป็นความรู้สึกปลาบปลื้มที่ยากจะบรรยาย อาจจะเว่อไปหน่อย
> สุกี้เนื้อ > เท็มปุระอุด้ง > คัตสึด้ง > มิโซะ
ถ้าจะบอกว่าเหมือนได้ดื่มโค้กกลางทะเลทรายร้อนระอุ แต่ก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ ครับ อาหารญี่ปุ่นครั้งสุดท้ายน่าจะเป็นที่กรุงเทพฯ เมื่อต้นเดือน ธ.ค. ปีที่แล้วที่ได้มีโอกาสกลับกรุงเทพฯ

สั่งอาหารอย่างเมามันด้วยความอดอยากอาหารญี่ปุ่น โดยเน้นหนักที่กุ้งเทมปุระซึ่งเป็นอาหารขึ้นชื่อของร้านนี้ ตามด้วยออเดิฟเย็น - ไก่แช่ซีอิ้ว ก่อนจะจัดหนักด้วยอาหารในภาพด้านบน และตบท้ายด้วยรายการเทมปุระอีกครั้ง - ข้าวปั้นกุ้งเทมปุระ สำหรับผม บอกได้แค่ว่า ไร้คำบรรยาย (ราคาประมาณจานละ 150 - 400 บาท กุ้งแพงครับ เพราะเนปาลไม่ติดทะเล)

อิ่มหนำสำราญและพุ่งไปซื้อซิมโทรศัพท์เรียบร้อยแล้ว (ใช้รูป 1 รูปกับเงินเล็กน้อย) ก็ได้เวลาท่องเมือง คุณไกด์ใจดีพาเรามุ่งสู่ที่หมายแรก "ลลิตบุรี" หรือ Lalitpur นครแห่งความงาม (ชื่อเล่น - Patan) ตั้งอยู่ในหุบเขากาฐมาณฑุ ทางทิศเหนือและตะวันออกของกาฐฯ
พระราชวัง แห่ง นครลลิต

สถาปัตยกรรมวังเก่าแห่งนี้ เต็มไปด้วยเรื่องราว ... ที่ผมก็จำไม่ค่อยได้ ได้แต่ชื่นชมความงามการผสมผสานงานแกะสลักไม้กับสิ่งปลูกสร้างจากอิฐ และความเชื่อจาก 2 ศาสนา คือ พุทธและฮินดู แต่ที่น่าสังเกตคือ ประตู หน้าต่าง บันได ต่างก็มีขนาดเล็ก (เตี้ย) กว่าปกติ ประตูต้องก้มห้วจึงจะผ่านเข้าไปได้ ส่วนบันไดก็ขนาดเพียงครึ่งเท้า ... แต่ก่อนคนที่นี่คงตัวเล็ก ... เห็นคุณไกด์ว่าอย่างนั้น ซึ่งก็น่าจะจริง เพราะเท่าที่เห็นในปัจจุบันคนที่นี่หลายส่วนก็ตัวเล็ก น่าจะเป็นเพราะเรื่องข้าวปลาอาหารเป็นหลัก
จากนั้นก็ได้เวลาดื่มด่ำความงามของเมืองโดยการนั่งแช่นั่งชิว จิบชา พร้อมถอดสายตาอย่างไร้จุดหมาย

และแล้วก็พบร้านชาน่ารัก ๆ ให้บริการทั้งชากาแฟ พร้อมขายใบชาและเม็ดกาแฟเนปาลหอมกรุ่น (ขนาดผมไม่ดื่มกาแฟยังว่าหอมเลย) กับน้องคนขายหน้าตาน่าหยอก (คาดว่าเป็นน้องสาวเจ้าของร้าน หรือไม่ก็เป็นเจ้าของร้านนั่นแหละ)

ภาพความทรงจำเดิมย้อนกลับสู่ความเป็นจริงอีกครั้ง แต่ไม่เพียงเท่านั้น ความประทับใจกลับทวีมากขึ้นอีก จากภาพการผสมผสานที่ลงตัวสุด ๆ ร้านรวงมากมาย  แต่ไม่รกหูรกตา แต่ละร้านสีสันสดใส น่ารัก ไม่ขัดตา ถ้าให้เปรียบดีกรีความชิว ก็คงประมาณเมืองทางเหนือของไทย
ร้านชา กาแฟ น่ารัก ๆ




ที่หมายต่อไปคือ วัดทอง แปลตรงตัวจาก Golden Temple หรือมีชื่อท้องถิ่นว่า Hiranya Varna Mahabihar 1 ในสถานที่มรดกโลกที่มีมากมายเต็มเมืองไปหมด ไปที่ไหนก็เห็นแต่สัญลักษณ์มรดกโลกของ UNESCO

วัดทองเป็นวัดขนาดไม่ใหญ่ สภาพด้านในเหลืองอร่ามแม้จะแอบหม่นนิด ๆ ตามกาลเวลาแต่ก็สวยงามด้วยรายละเอียดการแกะสลัก
คนที่นี่ศรัทธาแรงกล้าและให้ความเคารพศาสนสถานมาก เชื่อว่า ไม่มีใครเคยเห็นการใช้นิ้วมือเปล่า ๆ เช็ดมูลนกสดจากพื้นวัดเพื่อความสำอาด เขาเคารพศรัทธากันระดับนั้นล่ะครับ คนไทยคงไม่ขนาดนั้น

หลังจากไหว้พระ ทำบุญเรียบร้อย ก็มุ่งหน้าออกจาก Lalitpur ไปยังวัดอีกแห่งคือ วัดสยมภูนาท (Swayambhunath) หรือวัดลิง การจะขึ้นไปถึงเจดีย์ (stupa) ด้านบน มีให้เลือก 2 ทาง คือ บันได 365 ขั้น ซึ่งไม่ทราบว่ามีความหมายอะไรหรือไม่ แต่ที่แน่นอนคือ เล่นเอาหอบเหมือนกัน (ใครไม่ไหวก็นั่งรถขึ้นไปได้ครับ แล้วขึ้นบันไดต่ออีกสั้น ๆ)

จุดเริ่มต้น 365 ขั้น
วันนั้นเป็นวันปีใหม่ของเนปาลพอดี (14 เม.ย.) ตรงช่วงปีใหม่ไทยเช่นกัน จึงมีคนเนปาลเดินขึ้นเขากันมาไหว้พระทำบุญจำนวนมาก แต่ที่น่าสังเกตคือ มีวัยรุ่นเป็นจำนวนมากจับกลุ่มกันมาทำบุญไหว้พระ อาจจะคล้าย ๆ กระแสสวดมนต์ข้ามปีของไทยที่ได้รับความนิยมจากกลุ่มวัยรุ่นมากขึ้นเรื่อย ๆ

วัยรุ่นที่นี่ น้อง ๆ เกาหลีนะครับ พูดเป็นเล่นไป แต่งตัวกันมันมาก แต่ไม่โป๊นะ คุณไกด์บอกว่า กระแสเกาหลีกำลังมาแรง แถมหน้าคนเนปาลยังออกแนวเกาหลีด้วย เลยไปกันได้แบบไม่ขัดเขินหรือขัดหูขัดตา อีกอย่างคือ สภาพอากาศเป็นใจ คือ มีช่วงหนาวจริง ๆ ช่วงที่ไปนี่ก็ยังเย็น ๆ น้อง ๆ เนปาลเลยจัดเต็มกันได้พอสมควร

ศาสนสถานเหล่านี้จะผสมผสานศาสนาฮินดูและพุทธเข้าด้วยกันอย่างไม่สามารถแยก ออกจากกันได้ โดยจะมีสิ่งปลูกสร้าง รูปบูชา หรือสัญลักษณ์ปรากฏผสมผสานกันไปในบริเวณเดียวกัน เช่น ภายในวัดลิงนี้
 

สถูป หรือ เจดีย์ สวยงามแบบศิลปะทิเบต
ไฮไลท์อีกอย่างของที่นี่คือ พระพุทธรูปปางประทานพร ซึ่งคุณไกด์บอกว่า เป็นแบบเดียวกับพระพุทธรูปหินองค์ใหญ่ที่แกะจากหน้าผาในอัฟกานิสถานที่โดนพวกหัวรุนแรงยิงซะพรุนไปแล้ว

จุดนี้เองที่ได้เห็นว่าทำไมที่นี่จึงมีชื่อเรียกอย่างเป็นกันเองว่าวัดลิง

ผมเดาเอาว่า องค์พระพุทธรูปเป็นศิลปะแบบคันธาระ (Gandhara) สังเกตได้จากลักษณะที่คล้ายศิลปะกรีกโรมัน เช่น ผ้าคลุมด้านหลัง ท่าทางการยืนที่เอนเล็กน้อย การมีรัศมีแบบนักบุญตะวันตก แม้รูปหน้าจะไม่ชัดเจนว่าเป็นแบบกรีกโรมันซะทีเดียว แต่ก็แสดงให้เห็นอิทธิพลที่ได้รับจากครั้งพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชยกทัพสู่ชมพูทวีป ถ้าจำไม่ผิดศูนย์กลางศิลปะรุ่นนี้จะอยู่ทาง
พระพุทธรูปกับผู้ดูแลเจ้าถิ่น

อัฟกานิสถานและปากีสถาน โดยมีพระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกรกิริยา (fasting buddha) เป็นไฺฮไลท์ ของจริงตอนนี้ ปากีสถานเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์เมืองละฮอร์ (Lahore) งามมากครับ พระพักตร์พระพุทธรูปเป็นแบบศิลปะกรีกโรมันชัดเจน

เรียบร้อยครับ ไหว้พระทำบุญเอาฤกษ์เอาชัยเล็กน้อย ก่อนออกเดินทางในวันรุ่งขึ้นสู่สนามบินที่อันตรายที่สุดในโลก

ต่อมาจึงเป็นเวลาท่องเที่ยวซื้อของเตรียมตัว และชิวยามค่ำคืนที่กรุงกาฐฯ ... มันเยี่ยมมากครับ

หลังจากเข้าที่พัก ก็ได้ออกไปเดินเล่นในเขตที่ชื่อว่า Thamel ซึ่งก็คล้าย ๆ โซนที่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างอยู่มาก ๆ ที่บ้านเรา เช่น ถ.ข้าวสาร ถ.พระอาทิตย์ หรือจะเป็นเชียงใหม่ สรุปว่า ชิวครับ ร้านรวงมากมาย เน้นขายอุปกรณ์เดินเขา North Face เต็มไปหมด แต่ราคาช่างย่อมเยานัก สอบถามมา ได้ความว่า ของจีนครับ ถ้าของแท้สามารถหาได้ที่ช็อป แต่แพงกว่า 5 เท่า ... สุดท้ายได้ไม้ช่วยเดินเขาอันละ 4 USD ตามด้วยถุงมือ ผ้าปิดจมูกปากเพื่อรักษาความชื้นและความอบอุ่นของลมหายใจ และกระป๋องใส่น้ำราคาประมาณเดียวกัน คุ้มมากครับสำหรับมือสม้ครเล่น ได้ของเรียบร้อยจึงมุ่งหน้าหามื้อค่ำ

ร้านที่นี่มีมากมาย น่ารัก สวยงาม น่านั่ง ราคาเป็นกันเอง มีให้เลือกหลากสไตล์จะชิวมาชิวน้อยจนระดับปารตี้หนักหน่วง คาราโอเกะมีให้เลือกหมด ถ้ามาจากไทยคงไม่อะไรมากครับ แต่มาจากมุมไบ ... นี่มันสวรรค์ชัด ๆ

ร้าน New Orleans เป็นร้านในสวน ตึกเก่าโชว์อิฐสีตัดกับต้นไม้สวยงาม ให้บรรยากาศสบาย ๆ ธรรมชาติ เปิดเพลงแจ๊ซสมชื่อ นั่งสบาย เพลงรื่นหู อาหารรื่นลิ้น เสียดายจัดหนักไม่ได้ เพราะพรุ่งนี้เดินทางแต่เช้า

ร้าน New Orleans ประดับไฟฉลองปีใหม่
สถานที่จริงน่าอภิรมย์มากกว่าในรูปมาก

มาถึงเนปาล ก็ต้องชิมเบียร์เนปาล ค่ำคืนนี้จึงเลือกเบียร์ Everest มาดื่มข่มนาม เยี่ยมอีกแล้วครับ กลิ่นหอม รสชาติดี ลื่นคอ คนเนปาลบอกว่า เป็นเบียร์ที่ดีที่สุดของเนปาล แต่อันนี้ก็คงแล้วแต่ชอบครับ

หมดไปอีกหนึ่งวัน กาฐฯ มีตัวเลือกให้นักท่องเที่ยวมากมายด้านอาหารและสินค้า (มีซุปเปอร์แบบที่เราเห็นในเมืองท่องเที่ยวบ้านเรา เช่น ที่พัทยา มีของนำเข้ามากมายให้เลือกซื้อ ราคาก็ไม่น่าเกลียด แพงกว่าบ้านเราเล็กน้อย อากาศเย็นสบาย แม้แดดจะแรงอยู่บ้างเพราะใกล้พระอาทิตย์เข้าไปอีกเป็นกิโลเมื่อเทียบกับกรุงเทพฯ หรือมุมไบ ผู้คนเป็นมิตร สถาปัตยกรรมสวยงาม จับจ่ายสนุกสนาน สะอาดกว่าเพื่อนบ้านแขกตัวโต คนซื่อ ๆ มีมารยาทกว่า ... ดีไปหมดจริง ๆ

 << รูปนี้คือ โมโม่ (Momo) หรือเกี๊ยวเนปาล แป้งจะหนาแข็งกว่าของไทย จีน ญี่ปุ่น ไส้เป็นไก่ผสมผัก หรือผักล้วน ตลบอบอวนด้วยกลิ่นเครื่องเทศ ที่ชาวแขกเรียก มาซาล่า (masala) ซึ่งเป็นชื่อเรียกรวมของเครื่องเทศที่ผสมกันขึ้นมา มีหลายสูตรสำหรับอาหารแต่ละชนิด มาซาล่าจึงเป็นคำเรียกรวม ๆ เหมือนคำ "น้ำพริก" บ้านเรา 

สรุปว่า ลองดูสักครั้งก็ไม่เสียหาย แต่ไม่ลองก็ไม่ได้พลาดอะไรครับ แต่ได้ยินว่า บางที่อร่อยมาก ทริปนี้เลยจัดไปหลายรอบเพื่อตามหาโมโม่ในฝัน ... ยังไม่เจอครับ

ตอนต่อไป หนีเที่ยวเนปาล - (ตอนที่ 3) เหิรเวหาสู่ Lukla จุดเริ่มต้นเส้นทางสู่เอเวอเรสท์


\ (^3^) /







หนีเที่ยวเนปาล - (ตอนที่ 1) จาก 14 ม. ไป 1,400 ม.

ช่วงสงกรานต์ที่เมืองไทยร้อนระอุ แม้เมืองมุมไบจะดีกว่าหน่อยเพราะเป็นเมืองชายทะเล แต่ก็ยังร้อนและเหนอะหนะน่ารำคาญเป็นที่สุด ผมจึงได้โอกาสหนีไปพึ่งแอร์คอนฯ ของพระเจ้าที่เนปาล

จุดหมายแรก : เมืองหลวง - กรุงกาฐมาณฑุ

จากความสูง 14 ม. เหนือระดับน้ำทะเล สู่ระดับความสูง 1,400 ม. (มุมไบ - กาฐมาณฑุ)

ผมเคยได้ไปทำความรู้จักกับเมืองหลวงที่สวยงามแห่งนี้มาแล้ว 1 ครั้ง เมื่อสัก 3-4 ปี ที่แล้ว แต่ก็เป็นเพียงระยะเวลาสั้น ๆ ไม่เกิน 2 วัน แต่ก็จำได้ความสวยงามและน่ารักของเมืองที่ผสมผสานความสวยงามของสถาปัตยกรรมและการตกแต่ง "ขอบ" ต่าง ๆ ด้วยไม้แกะสลักรายละเอียดละออ กับ ร้านกาแฟ/ชา น่ารัก ๆ ให้ผู้มาเยือนได้พักเท้าและชื่นชมความสวยงามของเมืองพร้อม ๆ ไปกับดื่มดำกับกาแฟ / ชา หอมกรุ่น แน่นอนครับ กาแฟ/ชาของเนปาล



วิวเนปาลมุมสูง (เมืองอะไร ไม่ทราบได้)
เมื่อลงเหยียบแผ่นดินเนปาล อากาศวูบแรกที่สัมผัสได้ ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง อากาศเย็นสบายกำลังดีและสดชื่นเป็นที่สุด ช่างต่างจากมุมไบอย่างลิบลับ

ด่านแรกคือ ตม. คนไทยสามารถขอ Visa on Arrival ได้ แต่คงจะต้องใช้เวลาไม่น้อยเพราะแถวยาวทีเดียว เต็มไปด้วยฝรั่งหัวทองต่อคิวแน่นขนัด แต่เจ้าหน้าที่ ตม. เนปาลก็ดูแข็งขันและเต็มที่ พอคิวตัวเองว่างก็จะกวักมือเรียกคิวอื่นให้ไปรับบริการทันที ช่างต่างจากมุมไบอย่างลิบลับ ที่นอกจากจะไม่ค่อยมี จนท.ตม. นั่งประจำแล้ว ยังชอบไล่ไปแถวอื่น เกี่ยงงานกันอย่างเชี่ยวชาญ ประดุจว่า เราเข้าใจผิดไปเองว่าสิ่งนี้เป็นหน้าที่ของมวลหมู่ ตม. ทั้งหลายเหล่านั้น แต่จริง ๆ แล้ว อาจเป็นเพียงแค่งานอดิเรก โดยหน้าที่จริง ๆ คือ การจับกลุ่มเม้าซี่กันอย่างออกรสออกชาติ ออกหน้าออกตา พร้อมกับโบกมือให้ผู้มาเยือนไปต่อแถวอื่น

ผมเชื่อว่า คนที่นี่เขาคิดว่า เขาไม่ได้ง้อให้ใครมาประเทศเขาครับ เพราะฉะนั้นมาแล้ว คนที่นี่เขาก็ไม่สนใจหรอกครับ

กลับมาที่เนปาลอีกครั้ง ด่านต่อไปคือ เครื่องแสกนสัมภาระติดตัว ... ก็กระเป๋าที่เรานำขึ้นเครื่องน่ะแหละครับ อันนี้คิดว่า น่าจะเป็นส่วนของศุลกากรครับ ผ่านด่านนี้ไปจึงจะเข้าสู่บริเวณที่รับสัมภาระ

คนแน่นขนัดสนามบินนานาชาติ Tribhuvan ทีีเดียว คงเป็นเพราะช่วงเวลาดังกล่าวมีเที่ยวบินลงติด ๆ กัน 4-5 เที่ยวบิน และสนามบินก็มีสายพานรับกระเป๋าเพียง 2 เส้นเท่านั้น คนจึงออกันแน่นขนัด ชะเง้อคอมองหากระเป๋าของตัวเอง ในส่วนของผมก็มองซ้ายทีขวาทีเพราะไม่รู้ว่ากระเป๋าจะมาสายพานไหน ไม่ยอมขึ้นจอสักที ต้องคอยสังเกตคนท้องถิ่นที่ลงมาจากเที่ยวบินเดียวกัน จนในที่สุดก็มีเจ้าหน้าที่เดินมาประกาศว่า "มุมไบ สายพาน 2 จ้า"

ผ่านไปร่วม 1 ชม. ผมจึงได้พบหน้ากระเป๋าของตัวเองอีกครั้ง โดยในครั้งนี้มาแบบ "แบกเป้ลุย" ครับ ครั้งนี้เราจะไปเดินเล่นตามเส้นทางขึ้นสู่ Everest Base Camp หรือที่รู้จักกันในวงการว่า EBC (5,364 ม.) แต่ตามแผนเราจะไปถึงแค่ Namche (นัมเจ - 3,440 ม.) หรือ Namche Bazaar ห่างจาก EBC อีก 6-7 วันเดิน ความสูงต่างกัน 1,924 ม.

ได้กระเป๋าแล้ว ก็มาผ่านด่านศุลกากรด้วยการแสกนกันอีกรอบครับ เมื่อผ่านมาได้แล้ว ก็เป็นอันเสร็จพิธี

เสียง "แทกซี่" ที่ขึ้นสูง ทำหน้าที่แทนคำถาม ดังฟังชัดจากหลากหลายแหล่งที่มา ดังประโคมต้อนรับผู้มาเยือน ในส่วนของผมมีรถจาก บ.ทัวร์มารับ จึงได้แต่ยิ้มให้และเดินผ่านไป ... ดีครับ ไม่มีเซ้าซี้ พอบอกไม่เอาก็สามารถคุยเล่นทักทายกันได้ เขาอยากคุยกับเรา - "ผู้มาเยือน" เราอยากคุยกับเขา - "เจ้าถิ่น" คุยกันถามข้อมูล ช่วยเราหาคนและรถที่มารอรับ โดยไม่มีการถามถึงเรื่องรถอีก คนที่นี่โดยรวมแล้วน่ารัก เป็นมิตร ซื่อ ๆ เว้นแต่จะซวยจริง ๆ เท่านั้นแหละครับ คนเนปาลรักคนไทยและนิยมสินค้าไทยครับ

ถึงโรงแรม ได้รับแจ้งว่า ช่วงนี้ ไฟดับวันละ 12 ชม. เป็นเรื่องปกติของเนปาลนะครับ ก็อาศัยเครื่องปั่นไฟสำรองเอา

ล้างหน้าล้างตาเล็กน้อย ก็ทะยานออกไปชมเมิือง

ต่อตอนหน้า ... หนีเที่ยวเนปาล - (ตอนที่ 2) กาฐมาณฑุ ... ทั้งวันทั้งคืน