Tuesday, 25 March 2014

ไปมาแล้ว...เกาะช้าง (เกาะ Elephanta) ตอน 2 - รถไฟ และบันไดสลัว

ผ่านไป 1 ชม. 20 นาที จะเกินก็นิดหน่อย ผมก็มาถึงท่าเรือเกาะช้าง ซึ่งสร้างยื่นออกมาในทะเลราว 100 เมตร กว้างประมาณสัก 3 เมตร วางตัวพาดผ่านหาดเลนเข้าสู่ชายเกาะ

ตามที่ได้รับฟังมา เมื่อลงเรือแล้วเราจะต้องต่อรถไฟเล็ก ๆ เข้าเกาะ ... ลงปุ๊บเจอเลยครับ ไม่ต้องไปตามหาที่ไหน คนขายตั๋วรถไฟและรางรถไฟพร้อม ราคาตั๋วแสนถูก ไปกลับ 10 รูปี ... เออถูกดีจัง สงสัยทางการเห็นใจประชาชน แต่ที่สำคัญเก็บเท่ากันหมดครับไม่ว่าจะหัวดำ แดง เหลือง

ซื้อตั๋วเรียบร้อย ขณะยืนรอรถไฟเข้าเทียบ ก็มองหาจุดหมาย แล้วก็พบกับเจ้ารถไฟกำลังขนผู้โดยสารจากตัวเกาะมุ่งหน้ามา ... เออเล็กจริงนะ มันคือรถไฟขบวนเล็กแต่มีหลายตู้ ความกว้างสัก 1 เมตรนิด ๆ ประมาณว่า ยัดลงไป 3 ก้นจะเกิดการแนบชิด และปลิ้นออกนอกเขตที่นั่งเล็กน้อย นั่งหันหน้าเข้าหากัน มีที่ให้อากาศแทรกระหว่างเข่าของกันและกันเล็กน้อย ลองนึกภาพรถไฟนำเที่ยวตามสวนสนุกหรือสวนสัตว์ครับ แบบนั้นเลย ความเร็วก็ตามนั้นเลย อืดสุด ๆ

ด้วยประสบการณ์ ผมขยับยืนใกล้รางที่สุดเท่าที่จะทำได้และจับตาดูคู่แข่งผู้โชกโชนประสบการณ์ทั้งหลาย ซึ่งไม่มีทีท่าจะสนใจเตรียมการแย่งชิงที่นั่งบนรถไฟเล็กแต่อย่างใด แต่พอรถไฟเล็กขบวนน้อยจอดเท่านั้นแหละ ... โอ้ แม่เจ้า ผู้โดยสารที่มากับรถไฟยังไม่ทันลงหมด หมู่มวลมหาประชาแขกก็เบียดแทรกตัดหน้าพุ่งขึ้นไปครองที่นั่งอย่างไม่สนใจใคร ไม่มีการต่อคิว ไม่มีการตรวจตั๋ว ใครเร็วกว่าแรงกว่าก็ได้ขึ้น ไม่งั้นก็อด ... survival of the fittest โดยแท้ เห็นกรูกันแบบห้างในอเมริกาเปิดทำการในช่วงลดราคากระหน่ำซัมเมอร์เซลคริสต์มาสจิงเกิลเบล

คงเป็นเรื่องปกติของคนส่วนใหญ่ในดินแดนแห่งนี้ ที่มีชีวิตต้องแก่งแย่งต่อสู้ ... ซึ่งไม่เว้นแม้การแย่งชิงเพื่อขึ้นโดยสารรถไฟในชีวิตประจำวัน และแน่นอนครับ สิ่งเหล่านั้นถูกแสดงออกมาโดยธรรมชาติแม้จะในวันท่องเที่ยวพักผ่อนที่อาจจะไม่จำเป็นต้องเร่งรีบนัก (ใช่ครับ ผมเดินแซงรถไฟไป ก่อนที่รถไฟจะเริ่มออกตัว)

ส่วนผม ... ก็ได้รับประสบการณ์เพิ่มเติมว่า มีตั๋วไม่ได้แปลว่าจะได้ขึ้น แม้ลุงคนขับจะใจดีเป็นห่วงเป็นใย ชวนไปปีนห้อยโหนหัวขบวนด้วยกันก็ตาม แต่ผมขอเดินดีกว่าครับ จึงขอบคุณคุณลุงใจดีและเดินต่อไป

สรุประยะทางไม่เกิน 250 เมตร ... จะขึ้นรถไฟทำไมฟระ ถ้ารู้แบบนี้เดินตั้งแต่แรกที่ขึ้นท่า ถึงก่อนรถไฟแน่นอน 

ต่อจากรถไฟขบวนน้อยก็เป็นด่านเก็บเงินครับ เห็นเขียนราคา 5 รูปี เราก็งงว่า ทำไมค่าเข้าชมถูกจัง เอ๊ะ หรือเป็นราคาชาวแขกเท่านั้น ต่อคิวเข้าซื้อตั๋ว พร้อมเตรียมพูดภาษาฮินดี กะให้คนขายตั๋วตายใจว่า เป็นแขกจากทางอีสานของอินเดีย ซึ่งมีหน้าตาละม้ายคล้ายคนไทย

พอถึงคิว ผมไม่รอช้าไม่ พูดออกไปอย่างชัดเจน "หนึ่ง" แล้วนิ่ง พร้อมภาวนา อย่าให้มีการสนทนาเกิดขึ้นเพราะพูดได้แค่นั้นแหละ แล้วยืนจับจ้องคนขายด้วยใจลุ้นระทึก จะ 5 รูปีจริงไหม

ผลที่ออก ... 5 รูปี ครับ อัตราเดียวกันไม่ว่าจะชนชาติใด ไอ้เราก็กระหยิ่มยิ้มย่อง แต่อีกใจก็สงสัยว่าทำไมค่าเข้าจึงถูกนัก ... คิดได้ดังนั้นจึงเอาตั๋วมาพลิก ๆ ดู อ้าวเห้ยยยย ไม่ใช่ตั๋วนี่หว่า ... มันคือ ภาษีนักท่องเที่ยวครับ เหมือนค่าเหยียบเกาะ ...


จ่ายภาษีเรียบร้อยแล้วก็เริ่มปีนบันไดขึ้นเนินมุ่งหน้าสู่ถ้ำ (ไม่ถึงสักที) ทางเดินเต็มไปด้วยร้านค้ามากมายประกบ 2 ข้างทางแบบไม่เห็นช่องว่าง ตั้งแต่ตีนเนินไปจนถึงประตูเข้าเขตถ้ำ มีเพียงแสงรำไรที่ส่องผ่านผ้าใบที่ขึงเป็นหลังคาให้กับทางปีนเนินที่มืดสล้วนี้ แม้จะเป็นเวลาบ่ายแดดเปรี้ยงก็ตาม จะว่าเดินยากเดินเหนื่อย ก็คงไม่ขนาดนั้น แต่ไกลและสูงกว่าทางขึ้นพระธาตุดอยสุเทพครับ แต่ลาดชันน้อยกว่า จึงไม่เหนื่อยนัก แต่บางจังหวะจะเป็นหินลื่น ก็ต้องระมัดระวังกันพอสมควร

ระหว่างทางก็จะเจอพ่อค้าแม่ขายชักชวนเชื้อเชิญให้ชมสินค้าและจับจ่ายใช้สอยซื้อของที่ระลึก ปฏิเสธกันไม่หวาดไม่ไหว บางท่านถูกพ่อค้าแม่ค้าต่อว่าทำนองว่า "ถ้าไม่ซื้อ แล้วเขาจะไปขายใคร" กลับเป็นอย่างนั้นไป แม้เราจะบอกว่าไม่เอา ไม่อยากได้ พ่อค้าแม่ค้าก็จะเริ่มต่อรองราคากับเราครับ ต้องตั้งหน้าตั้งตาเดินแบบไม่สนใจจะดีกว่า

แน่นอนครับ ของทุกอย่างหาได้ที่มุมไบครับ ไม่ต้องไปขนลงเรือกลับมาครับ


ต่อตอน 3 (จบ) ครับ - ถ้ำและการจากลาชั่วนิรันดร์

\ (+_+) /









ไปมาแล้ว...เกาะช้าง (เกาะ Elephanta) ตอน 1 - ตั๋วและเรือ

เมื่อปลายเดือน ก.พ. 57 ได้มีโอกาสไปเยือน "เกาะช้าง" ที่เรา ๆ ชาวไทยในมุมไบเรียกขานกัน ซึ่งก็เป็นการแปลมาแบบตรง ๆ จากชื่อจริงว่าเกาะ Elephanta

เกาะนี้ตั้งอยู่ทางตะวันออกของมุมไบ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่รัฐมหาราษฏระถือเป็นหน้าเป็นตาอยู่เหมือนกัน ในแง่ของสถาปัตยกรรมทางศาสนาเพราะเกาะนี้มีถ้ำที่ขุดเข้าไปในภูเขาทำเป็นศาสนสถานของศาสนาเจน (หรือเชน) และฮินดู คล้ายกับถ้ำอันโด่งดังอย่างถ้ำเอลลอร่า (Ellora) แห่งเมืองออรังกาบัด (Aurangabad) และที่สำคัญตั้งอยู่ใกล้กับเมืองมุมไบมาก (ไปออรังกาบัด - รถทัวร์ 1 คืน / บิน 40 นาที จากตัวเมืองไปถ้ำอีก 40 นาที - 1 ชม. ครึ่ง) จึงเป็นโอกาสของเหล่านักท่องเที่ยวทั้งเจ้าบ้านและต่างชาติที่มีเวลาหรือทุนทรัพย์น้อย ประมาณว่าไหน ๆ มาถึงที่แล้วแต่ไม่มีโอกาสไปออรังกาบัด ก็ขอลองไปดูที่เกาะช้างเอาไอเดียสักหน่อย

ส่วนตัวผม ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามเกาะช้างแห่งนี้มาตั้งแต่เดินทางมาถึงมุมไบใหม่ ๆ โดยเฉพาะ "ถ้าเคยไปออรังกาบัดแล้ว ไม่ต้องไปหรอก เสียเวลา เทียบกันไม่ได้" ... แน่นอนครับ ผมไปเยี่ยมถ้ำที่ออรังกาบัดมาแล้ว 2 รอบ จึงไม่มีความคิดผุดขึ้นมาแม้แต่น้อยที่จะไปเหยียบเกาะช้าง ... แต่สุดท้ายก็มีเหตุให้ต้องไปจนได้

การไปเกาะช้างนั้นง่ายแสนง่าย (แต่ก็ชุลมุน มั่วซั่วตามประสาแขก) เพียงซื้อตั๋วที่ร้านซึ่งตั้งอยู่หน้า "ประตูสู่อินเดีย" (Gateway of India) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของมุมไบ แล้วก็เดินไปขึ้นเรือด้านหลัง "ประตูฯ" เรือก็จะพาคุณโต้คลื่นเบา ๆ ไปถึงเกาะช้างสบาย ๆ ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. 15 นาที - 1 ชม. ครึ่งต่อเที่ยว เพราะฉะนั้นไป-กลับก็เผื่อไว้เลย 2 ชม. ครึ่ง - 3 ชม. ระหว่างทางก็มีวิวเมืองมุมไบให้ชม ซึ่งรวมถึงบริเวณท่าจอดเรือของกองทัพเรืออินเดียด้วย

ตั๋วเรือมีให้เลือกแบบธรรมดา กับแบบหรูหราไฮโซ ราคาต่างกันเพียง 30 รูปี พอเห็นราคาผมก็พุ่งเข้าหาตั๋วแบบหรูหราในทันที ด้วยราคาแสนถูก 150 รูปี คิดแค่เพียงว่า เอาฟระ !! เพื่อความอุ่นใจในเบื้องต้น



จากนั้นก็เดินหาที่ลงเรือแบบงมเข็มในบึงน้ำเน่า ไม่มีป้ายอะไรบอกทั้งสิ้น ข้อมูลตอนนี้มีแค่คนขายตั๋วชี้ ๆ บอกแบบเสียไม่ได้ว่า "เออ ... นั่นแหละ เข้าไปข้างใน" "go inside go inside" ไอ้เราก็นะ เห้ย inside ไหนฟระ ตาคนขายก็ตอบแบบปัดรำคาญ "inside. inside Gateway" ... คือ บริเวณล้อมรั่วของประตูฯ มันก็ไม่ได้เล็กไงครับพี่น้อง ผ่านด่าน รปภ. ตรวจค้นเข้าไปแล้วให้ไปทางไหนต่อล่ะ ไม่เคยเข้าไปสำรวจแบบถี่ถ้วนซะด้วย ... ปลงอารมณ์ 1 วินาที แล้วก็บอกตัวเองว่า "เออ เอาฟระ ไปตายเอาดาบหน้า" สุดท้ายถามตำรวจครับ ถึงจะพบทางลงเรือหลบด้านหลังประตูฯ 

นาทีแห่งความมั่วก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ... มีทางลงอยู่ 4 ทาง แล้วไอ้ตั๋วเรือบริษัทนี้มันต้องทางไหน และเรือลำไหนไปเกาะช้าง ... แน่นอนครับ ไม่มีป้ายเช่นกัน มีเพียงคนตรวจตั๋ว คอยดูและฉีกตั๋ว ... ความมั่วเกินบรรยาย สุดท้ายก็ต้องถามชายฉีกตั๋ว

ผม - "this ticket where? here?"
ชายฉีกตั๋ว - "yes yes here. this boat on the left."

มองตามปลายนิ้วชายฉีกตั๋ว เห็นเรือไม้โทรม ๆ ที่น้่งเป็นแบบม้านั่งทำจากไม้กระดาน ความกว้างพอวางก้นได้ ม้านั่งวางตัวถอดยาวตามความยาวเรือ มีทั้งหมด 4 แถว หันหน้าเข้าหากัน ... ตลอดทางผู้โดยสารจึงมีโอกาสได้นั่งจ้องตากันอย่างเต็มอิ่ม ... ไรฟระเนี่ย


ผม - "you sure? this boat? not that one on the right? luxury na!!" (เรือทางขวาดูกีกว่าหน่อยและใหญ่กว่า เลยคิดว่า เห้ยยยย luxury นะเว้ย ลำนั้นรึเปล่า)
ชายฉีกตั๋ว - "no no. on the left" จบข่าว

แมร่งเอ้ย เนี่ยเหรอวะ luxury ... รับสภาพ ... ปวดตับจี๊ดถึงสมอง

ตั๋วก็แบบเรือข้ามฝากบ้านเรา ไม่มีกำหนดที่นั่ง จังหวะลงเรือจึงเกิดการช่วงชิง เพื่อพุ่งจับจองที่นั่ง แน่นอนครับ มีตั๋วไม่ได้แปลว่าจะมีที่นั่ง และเรือไม่แน่นไม่เต็ม ก็ไม่ออกครับ

สุดท้ายก็ได้ที่นั่งเสียดสีบั่นท้ายกะป้าแขกสมบูรณ์ ... ก้นแตะม้านั่งก็คิดทันทีว่าเมื่อไหร่จะถึงฟระเนี่ย ...

ยังครับ ยังไม่จบตอน เพราะดันมองไปเห็นชาวต่างชาติขึ้นเรือมา แต่เดินต่อเพื่อไปขึ้นอีกลำที่จอดแนบกันอยู่ และลำนั้นดูดีกว่าเป็นไหน ๆ ... ไม่รอช้าพุ่งไปเสี่ยงดวงถามเด็กท้ายเรือ ...

ผม - "you you, I go that boat, ok?" พร้อมกับชี้ไปยังเรือลำนั้น
เด็กท้ายเรือ - "no no" ... จบ

โชคยังดี ที่พักก้นไม่หาย ... นั่งลงด้วยความละเหี่ยใจ

และละเหี่ยหนักต่อไปอีกหลังจากมีคนชี้ให้ดูเสื้อชูชีพสีส้มดำเครอะจำนวน 4 ตัว ที่วางอยู่บนไม้โครงเรือเหนือหัว ... ผู้โดยสารทั้งสิ้นน่าจะไม่น้อยกว่า 60 คน ... คือ มีแค่นี้ ??? ความปลอดภัยเป็นเลิศ

ทันใดนั้นเองก็มีผู้ตาดีชี้ให้เห็นอุปกรณ์ชูชีพอีกอย่าง "นั่นไง ๆ เสื้อชูชีพแบบแขก ใช้ทีหนึ่ง ได้หลายคนด้วย" หันไปมองตามคำบอกก็เห็นแต่ม้านั่งไม้ ไม่มีอะไร ... "นั่นไง ๆ" พร้อมกับชี้ไปที่ท่อนไม้ขนาดสัก 3 มือโอบ ยาวสัก 3-4 เมตร ... ขำไม่ออก ... โชคดีครับ ดวงยังไม่ตกถึงขั้นต้องใช้

เมื่อนั่งเรือออกจากท่าเรือตรงประตูฯ (ด้านขวาของภาพ) ก็จะได้เห็นภาพนี้ครับ ส่วนอาคารที่มีหลังคาทรงโดม คือ
โรงแรม Taj Mahal Palace อันเลื่องชื่อของมุมไบ ส่วนเรือที่เห็น คือ เรือเฟอรี่ครับ


ต่อตอน 2 ครับ - รถไฟและบันไดสลัว

๖(-_-)./







Wednesday, 18 December 2013

ผัดไทยห่มสาหรี่


หลายปีที่ผ่านมารัฐบาลไทยหลายยุคหลายสมัยต่างผลักจุดแข็งด้านอาหารของไทยเป็นจุดขายเพื่อส่งเสริมการส่งออกสินค้าและบริการ และการท่องเที่ยว โดยมีมาตรการและกิจกรรมต่าง ๆ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนออกมาสร้างสีสันกระตุ้นกระแสนิยมอาหารไทยอย่างต่อเนื่อง
           
อาหารไทยมีจุดเด่นในเรื่องของรสชาติที่สลับซับซ้อนและกลมกล่อมครบรส ตลอดจนสามารถปรับรสเผ็ดได้ตามใจปรารถนา ทำให้ชาวต่างชาติรับประทานได้อย่างพอแซ่บ แต่ไม่เป็นอันตรายต่อลิ้น จนอาหารไทยเป็นที่นิยมระดับโลก ซึ่งชาวอินเดียก็รวมอยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน จากการสอบถาม กลุ่มตัวอย่างชาวอินเดียเห็นว่า อาหารไทยอร่อย มีรสชาติเผ็ดร้อน และดีต่อสุขภาพ (ไขมันน้อยกว่าอาหารอินเดีย)

หากพูดถึงอาหารอินเดีย คนส่วนใหญ่คงนึกถึงโรตี และแกงกะหรี่ ซึ่งก็พอจะกล่าวได้ว่า อาหารทั้งสองสะท้อนภาพลักษณ์ของอาหารอินเดียได้ดี คือ ไม่ว่าจะทอด ต้ม ปิ้ง ย่าง จะต้องมีเครื่องเทศมากมายเป็นส่วนผสมเพื่อให้ได้รสชาติที่ลุ่มลึก (คนอินเดียเขาว่าอย่างนั้น) ซึ่งต่างจากกลิ่นและรสของอาหารไทย อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้ในอาหารอินเดียคือ ข้าว ขนมปัง หรือแผ่นแป้งชนิดต่าง ๆ ที่คนอินเดียให้ความสำคัญมากและมักจะบริโภคกันเป็นจำนวนมากในมื้อกลางวันและเย็น โดยยังนิยมรับประทานอาหารด้วยมือทำให้แกงต่าง ๆ ต้องมีเนื้อสัมผัสข้น เพื่อช่วยให้ข้าวจับตัวกันได้ หรือห่อหยิบทานกับแผ่นแป้งชนิดต่าง ๆ ได้ไม่ยาก
 
ชาวอินเดียนิยมบริโภคอาหารอินเดียเป็นหลัก ขนาดว่าเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศก็ยังต้องหาอาหารอินเดียมารับประทานกัน โดยเฉพาะกลุ่มสูงวัยกระเป๋าหนักที่ติดรสชาติอาหารถิ่นของตน ที่ได้ยินว่า ลงทุนเอาคนครัวตามไปทำอาหารถึงไทยก็มี ซึ่งไม่ต่างจากพี่ไทยเรานัก จะข้ามน้ำข้ามทะเลไปที่ใดต้องมีน้ำพริกติดตัว อย่างไรก็ตาม อาหารต่างชาติก็สามารถเจาะตลาดอาหารในไทยได้อย่างอึกทึกคึกโครม
ปัจจุบันการจะนึกถึงชื่อร้านอาหารไทยดี ๆ สักร้านดูจะยากกว่าการนึกถึงชื่อร้านอาหารต่างชาติเป็นไหน ๆ  โดยเฉพาะอาหารที่มากับกระแสนิยมทางวัฒนธรรมอย่างฟาสฟู๊ดจากเมืองลุงแซม อาหารจากแดนปลาดิบ และอาหารจากแดนกิมจิที่กระแสเจ-ป็อป (J-POP) และเค-ป็อป (K-POP) หนุนติดลมบนอย่างไม่ยากเย็น
         
สำหรับอาหารไทยในอินเดียนั้น อาจารย์เชฟชาวอินเดียแห่งสถาบันการโรงแรมของเครือโรงแรมยักษ์ใหญ่ของอินเดียที่มีโรงแรมกว่า 100 แห่งทั่วโลกเล่าให้ฟังว่า อาหารไทยเข้ามาในอินเดียเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้ว พร้อม ๆ กับอาหารชาติอื่น ๆ เช่น จีน เม็กซิโก ฯลฯ โดยในปัจจุบัน อาหารบางชาติได้ล้มหายตายจากไปแต่อาหารไทยยังคงอยู่ในความนิยมของชาวอินเดีย แม้จะกลายพันธุ์ไปจนคนไทยจำกันไม่ได้ก็ตาม
หลายเดือนก่อนได้ชิมอาหารไทยที่ร้านแห่งหนึ่งในเมืองมุมไบที่ขึ้นป้ายต่อท้ายชื่อร้านว่า “specialty: Chinese and Thai” แต่อาหารที่ได้กลับผิดเพี้ยนทั้งหน้าตา กลิ่น และรสชาติ ทอดมันปลากลายเป็นก้อนแป้งทอดที่มีชิ้นเนื้อปลาเล็ก ๆ ผสมอยู่ประปราย ส่วนข้าวผัดกะเพรากุ้งกลายเป็นข้าวผัดน้ำมันพริกสีแดงเพลิงใส่กุ้ง น้ำมันเยิ้ม และมีใบกะเพรากรอบโรยหน้าพอให้รู้ว่าใส่แล้ว สรุปค่าเสียหาย 2 จาน 800 รูปี (500 บาท)
  
ร้านอาหารนานาชาติ อาหารเอเชีย (pan-Asian) และร้านอาหารอินเดียในมุมไบเท่าที่เคยสัมผัสมา มักจะมีแกงเผ็ด และแกงเขียวหวาน (Thai red curry & Thai green curry) ในรายการอาหาร โดยส่วนใหญ่จะรสชาติไม่เอาอ่าว กะทิไม่แตกมัน ใส่ผักนานาชนิด เห็นได้ชัดว่าทำไม่เป็น แต่ราคาสูงเพราะชื่อเป็นอาหารไทย

บางโอกาสได้คุยกับผู้ปรุงทำให้ทราบว่า ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับอาหารไทยนั้นหยั่งรากลึกคือ เข้าใจกันว่า “พื้นฐานของอาหารไทยทุกอย่างคือ พริกแกงของไทย (Thai curry paste) ซึ่งมี 3 สี คือ แดง เขียว เหลือง” ถ้าห้ามไม่ทันวันนั้นคงได้ชิม “ผัดไทยพริกแกง” เป็นแน่แท้ โดยร้านเหล่านี้ส่วนใหญ่จะใช้พริงแกงสำเร็จรูป  

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ชาวอินเดียส่วนมากไม่มีความรู้เกี่ยวกับอาหารไทย และอาหารไทยไม่ว่าจะ ไทยแท้ไทยไม่แท้ล้วนขายได้ราคา โดยปัจจุบัน อาหารไทยแท้ ๆ ที่ให้บริการในเมืองมุมไบส่วนใหญ่จะอยู่ในโรงแรมหรูและยังมีจำนวนน้อยมาก ส่วนอาหารไทย (แต่ชื่อ) มีให้เห็นดาษดื่นตามร้านอาหารระดับกลางบน - ระดับบน ซึ่งรวมถึงในโรงแรมระดับ 3-5 ดาวด้วยเช่นกัน แต่น่าเสียดายที่อาหารไทยแท้อร่อย ๆ ราคากลาง ๆ ยังหายาก

แม้คนอินเดียจะเหนียวแน่นอยู่กับอาหารประจำชาติ แต่กระแสโลกาภิวัตน์กำลังเบิกทางให้อาหารต่างชาติ เหตุการณ์เช่นนี้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วในกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางค่อนไปทางสูง - สูง และกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งมีความเข้มข้นทางวัฒนธรรมในวิถีชีวิตเจือจางลงตามกาลเวลา ตลอดจนต้องการแสวงหาสิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่ซ้ำซากจำเจ 

นอกจากนี้ การที่อาหารไทยยังติดชาร์ทเหนียวแน่นอยู่ในรายการอาหารของร้านในอินเดียมาจนปัจจุบัน ทั้งไทยแท้และไทยมั่ว เป็นข้อบ่งชี้ที่ดีว่า อาหารไทยขายได้ในอินเดีย ดังนั้น อาหารไทยจึงมีอนาคตที่ค่อนข้างสดใสในอินเดีย คือ ถ้าคุณภาพมาพร้อมราคารับรองว่าขายได้แน่นอน อย่างไรก็ตาม ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับอินเดียให้ดีด้วย เช่น (ขอเน้นว่า “เช่น”)      
            1. ข้อจำกัดด้านอาหาร - ชาวอินเดียกว่าร้อยละ 60 รับประทานอาหารมังสวิรัติ ไม่รับประทานเนื้อวัว และหมู เนื่องจากคนส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดูและมีคนมุสลิมประมาณ 180 ล้านคน มากพอ ๆ กับปากีสถานทั้งประเทศ จึงต้องศึกษาพื้นที่ให้ดี อย่างไรก็ตาม จากการจัดเทศกาลอาหารไทยในพื้นที่ซึ่งประชาชนเกือบจะทั้งหมดรับประทานอาหารมังสวิรัติกลับพบว่า คนในพื้นที่ตื่นเต้นกับอาหารที่มีเนื้อเป็นส่วนประกอบเนื่องจากหารับประทานได้ยาก และยังได้ยินว่า วัยรุ่นจากครอบครัวมังสวิรัติหันมารับประทานเนื้อกันมากขึ้น
            2. รสชาติอาหารไทย - ไม่ถูกปากชาวอินเดียสักทีเดียว ซึ่งเป็นเรื่องปกติสำหรับอาหารต่างชาติไม่ว่าจะเข้าไปยังประเทศใด ไม่เว้นแม้แต่ไทยกับลาวที่ว่าใกล้ชิดกัน แต่จากข้อมูลที่มีชาวอินเดียเห็นว่า ในภาพรวมอาหารไทยเป็นอาหารที่อร่อย มีรสชาติเผ็ดร้อน และดีต่อสุขภาพ (ไขมันน้อยกว่าอาหารอินเดีย)  
            3. การทำธุรกิจในอินเดียไม่ง่ายนักอันเนื่องมาจากกฎระเบียบต่าง ๆ การติดต่อกับหน่วยงานราชการที่ไม่ต่างจากไทยเมื่อ 10-20 ปีก่อน และวิธีคิดแบบอินเดียที่อาจจะเข้าใจยากสักนิด การมีหุ้นส่วนชาวอินเดียที่ไว้ใจได้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ขนาดสตาร์บัคส์ที่ว่าแน่ยังต้องแบ่งหุ้นให้กลุ่ม Tata เพื่อหยั่งขาในแดนภารตะ
            4. ราคาอสังหาริมทรัพย์ในอินเดียปรับตัวสูงขึ้นมาเป็นลำดับเนื่องจากเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่องของอินเดีย แม้ในขณะนี้ราคาจะลดลงบ้าง แต่ราคายังคงสูงมาก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ๆ (Tier I) บางเมือง เช่น กรุงนิวเดลี เมืองมุมไบ และบังกะลอร์ เป็นต้น ดังนั้น เมือง Tier II ของอินเดียอย่างเมืองอะห์เมดาบัด ที่สายการบิน Thai Smile เพิ่งเปิดเที่ยวบินตรงจาก กทม. หรือเมืองออรังกาบาด ที่ชาวไทยและชาวเอเชียตะวันออกนิยมไปเยี่ยมชมถ้ำ Ajanta และ Ellora อยู่เนือง ๆ จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเช่นกัน
หากใครมีความพร้อม มุ่งมั่น อดทน และขยันทำการบ้าน ก็น่าจะสามารถแบ่งเค้กขนาด 1,200 ล้านคนไปรับประทานให้หายเหนื่อยได้

* * * (~*~) * * *
              
           
           
 

Sunday, 1 September 2013

ไม่มีแตร...อีนี่ช้านจะอยู่ยังไง

ทุกคนที่ได้มาอินเดีย หรือชมสารคดีเกี่ยวกับอินเดียมักจะมีภาพของความวุ่นวายบนท้องถนน ทั้งคนเดินเท้า ทั้งวัว แพะ ไก่ และรถราเคลื่อนตัวผสมปนเปอย่างอิสระ ขวักไขว่ จอแจ จนหลายครั้งมองหาพื้นถนนแทบไม่เจอ อีกทั้งพื้นถนนและทางเท้ายังเป็นพื้นที่สารพัดประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำ ที่สังสรรค์ สนามคริกเก็ต สนามเด็กเล่น ห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องนอน ฯลฯ ตามแต่จะจินตนาการกันไป (แต่เป็นจริง)

แม้ในเมืองใหญ่ ๆ อย่างมุมไบจะมีน้องวัวให้เห็นน้อยนัก แต่สภาพความสับสนอลหม่านไม่ได้ลดน้อยถอยลงแต่อย่างใด นอกจากถาพที่ติดตาจนมีผู้มาเยือนหลายท่านถามหาอยากเห็นวัวเดินตามท้องถนนอย่างสุนัขจรจัดในเมืองไทย แต่สิ่งที่ติดประสาทสัมผัสเราอีกอย่างก็คือเสียงแตร ประดุจดนตรีประกอบการขับขี่ที่หากขาดไปคาดว่าคนที่นี่คงจะขับรถกันไม่ได้เลยทีเดียว

อาจฟังดูเหมือนเว่อร์ แต่ความจริงแล้วไม่เว่อร์ เพราะการกดแตรที่นี่มีส่วนน้อยนักที่เป็นการต่อว่าด่าทอ แต่เป็นการให้สัญญาณว่า "ช้านมาแล้วนะนาย" หรือ "ไปได้แล้วนายจ๋า จะเขียวแล้ว" ... ถูกต้องครับ ที่นี่เริ่มให้สัญญาณตั้งแต่ยังไฟแดงอยู่ เหลือสัก 2 3 วินาที ก็เริ่มประสานเสียงปลุกคันหน้ากันแล้ว (ระบบดิจิตอลนับถอยหลังแบบบ้านเรา)

นอกจากนี้ คนที่นี่ยังไม่ค่อยใช้กระจกมองข้าง (ที่เคยเล่าคร่าว ๆ ไปแล้ว) แถมกระจกมองหลัง และสัญญาณขอทางซ้ายขวา ก็มีไว้ประดับรถเป็นหลัก ส่วนใหญ่จะมองแค่ข้างหน้า หากเห็นช่องทางข้าง ๆ ว่าง ก็หักหัวออก โดยไม่ค่อยได้สนใจว่ารถคันหลังของช่องทางนั้นจะพุ่งมาด้วยความเร็ว หรือสุ่มอยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว แต่หากได้ยินเสียงแตรก็หักกลับ หรือไม่ก็หันมามองแล้วก็แซงเข้ามาเหมือนเดิมหลังจากที่คำนวณแล้วว่า "ยังไงช้านก็จะไป" ด้วยเหตุนี้ประกอบกับการขาดวินัย...ไม่สิ อิสรภาพเหนือขีดจำกัด ใครดีใครได้ของการขับรถที่นี่ทำให้ไม่สามารถขาดแตรได้ ไม่เช่นนั้นคงชนกันวินาศสันตะโรไม่เว้นแต่ละวัน

ไม่ใช่ว่าคนที่นี่ไม่รู้ว่าเสียงแตรระงมแบบนั้นมันเป็นมลพิษทางเสียง แต่คงด้วยความเคยชิน ไม่คิดอะไรมาก และอาจจะพูดได้ว่าเกลียดการเปลี่ยนแปลง (แม้จะเป็นในทางที่ดีขึ้น...มีบางคนกล่าวว่า คนอินเดียระดับล่าง-กลางพอใจอะไรง่าย อยู่มาแบบนี้ก็สบายดีอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยชอบการเปลี่ยนแปลง พัฒนา) แต่อย่างน้อยทางการเมืองมุมไบก็พยายามรณรงค์ขึ้นป้ายไป LED ขอให้ลดการใช้แตรเพราะก่อให้เกิดมลพิษทางเสียง ...ไม่ธรรมดานะครับ แต่ก็ใช่ว่าจะได้ผล ยังคงเหมือนเดิม ยิ่งช่วงรถติด ๆ นี่สุด ๆ ไปเลย

อิสรภาพในการใช้ท้องถนนทั้งรถ ทั้งคนเดินเท้ามีมากพอ ๆ กัน แต่รถแข็งกว่าคงมีอิสรภาพมากกว่าคนสักหน่อย แต่หากมองอีกมุม คนเดินถนนก็อาจจะมีมากกว่า เพราะรถมีหน้าที่หลบคน ในขณะที่คนไม่ค่อยสนใจรถ ...

อยากจะข้ามก็ข้าม ไฟเขียวก็ข้าม การเดินบนพื้นถนน (ซึ่งผมก็ทำเพราะเดินง่ายกว่าบนทางเท้าที่เต็มไปด้วยอุปสรรคนานับประการ) คือเดินไปเถอะ รถมีหน้าที่ระวังไม่ให้ชนจัง ๆ แต่เรื่องเสียดสีถูไถเป็นเรื่องปกติ แล้วก็ส่งเสียงแตรประสานกันเข้าไป แต่คนเดินก็ไม่รู้สึกหรอกครับ อาจจะเพลินซะด้วยซ้ำ ทั้งนี้ สำหรับชาวต่างชาติ ขอเตือนว่าให้ไว้ใจตาตัวเองเท่านั้นครับ อย่าเชื่อใจไฟแดง - คนขับรถอาจจะไม่ได้เห็นสีเดียวกับคุณ หรืออาจจะตีความต่างไปก็เป็นได้

เรื่องระเบียบวินัยที่นี่ไม่ต้องพูดถึง น่าจะอยู่ในรายการเดียวกับสัตว์สงวนหรือใกล้สูญพันธุ์ (ถ้ามันมีมาก่อนน่ะนะ...อันนี้ไม่แน่ใจ) การจอดรถส่งคนที่เกาะกลางเพื่อความสะดวกในการข้ามถนน จอดรถ...ที่ไหนก็จอด เป็นเรื่องปกติ เคยเจอจอดริมถนนซ้อนสองตรงจุดกลับรถ ... ไหน ๆ ก็ซ้อนสองแล้ว จอดเลยไปหน่อยไม่ได้ คือ หน้าด้านแล้วก็ช่วยอย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อนนัก ... พอกดแตร อีตาคนขับรถก็โผล่มา ใช่ครับ จอดซ้อนสองบนถนนที่มีด้านละ 2 เลน แถมตรงจุดกลับรถอีก (กลับรถหักไม่พ้น) ไม่พอ...คนขับไม่มีรอในรถนะครับ พอมาถึงรถแทนที่จะเลื่อนรถไปจอดให้ดี พี่แกมาโบกรถให้ครับ แปลภาษากายได้ดังนี้ "มา ๆๆๆ พอ .. ถอย ๆๆๆ อ่ะ มา ๆๆๆ อ่ะ พ้นละ"  คือ ถอยไป 3 รอบ มันน่านัก...

ตอนนี้ เวลาเห็นตามท้ายรถบรรทุกทาสีเป็นข้อความไว้ว่า "HORN OK PLEASE" จึงเหมือนเป็นการอ้อนวอนว่า "ขอตรูใช้แตรต่อไปเถอะนะนายจ๋า" (จริง ๆ เขาบอกให้รถที่ตามมากดแตรให้สัญญาณเพราะรถบรรทุกมองไม่เห็นข้างหลัง กระจกมองข้างก็ไม่ใช้ - ได้ยินเสียงแตรแล้วค่อยมอง)



. . . ปวดตับ . . .

Friday, 2 November 2012

ก็คนมันเยอะ ...

ทุกท่านคงทราบกันดีอยู่แล้วว่าประเทศอินเดียนี้มีประชากรถึงประมาณ 1.2 พันล้านคน และเกินครึ่งเป็นคนยากจน เมืองมุมไบซึ่งเชื่อกันว่ามีประชากรประมาณ 20 ล้านคน และความเชื่อนี้ก็ได้รับการยืนยันโดยสถิติของ UN Habitat ว่าเมืองท่าแห่งนี้มีประชากรแตะระดับ 20 ล้านคน ตั้งแต่ปี 2553 แม้ทางการอินเดียจะยังคงใช้สถิติจำนวนประชากรเพียง 10 ล้านนิด ๆ ก็ตาม

ในจำนวนประชากร 20 ล้านติ่ง ๆ ของมุมไบ มีประชากรที่อาศัยอยู่ในสลัมมากกว่าครึ่ง โดยสามารถพบเห็นสลัมได้ทั่วไปในเมืองแห่งนี้ที่ตึกสูงกับสลัมอยู่ไกลกันเพียงกำแพงกั้น 

แต่ก่อนเคยเป็นทางเท้า แต่แล้วก็โดนยึด
อย่างไรก็ตาม ต้องขอบอกก่อนว่า ผู้ที่อาศัยในสลัมนั้น ไม่จำเป็นต้องยากจนเสมอไป บางคนอาจเป็นพนักงานบริษัทมีรายได้หลายหมื่นรูปีต่อเดือน แต่เงินเดือนก็ยังไม่พอจะหาเช่าที่พักดี ๆ ในย่านที่ตนทำงานได้ (บางย่านราคาค่าเช่าที่พักต่อเดือนเริ่มที่หลักแสน คือ ไม่มีแบบราคาย่อมเยากว่านี้ให้เลือก) และหากอยู่ไกลออกไปการเดินทางก็แสนจะยากลำบาก จึงเลือกที่จะเช่าที่พักในสลัม ซึ่งช่วยให้ประหยัดและเก็บเงินได้เป็นกอบเป็นกำทีเดียว

นอกจากนี้ ในสลัมยังมีร้านเงิน ร้านทอง และร้านขายของต่าง ๆ อันแสดงถึงฐานะที่อาจจะเรียกว่ายากจนได้ไม่เต็มปาก เช่น ทีวีจอแบน ฯลฯ

แต่แน่นอนครับ ก็ยังมีคนยากจนจริง ๆ อยู่ในนั้นด้วย โดยส่วนใหญ่จะเป็นคนยากจนจากชานเมืองและเมืองอื่น ๆ ที่หลั่งไหลเข้าสู่เมืองมุมไบเพื่อหาโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีกว่า โดยหลายคนไม่แม้กระทั่งจะมีที่พักในสลัม จึงต้องอาศัยนอนตามทางเท้าที่ตนเองจับจองไว้ขายของ หรือขอทานหากิน (บางครั้งก็กลายสภาพเป็นสลัมแห่งใหม่ในที่สุด) อย่างย่าน Colaba ที่คึกคักเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว พอตกดึกทางเท้าเหล่านั้นก็จะกลายเป็นเตียงของเหล่าผู้ค้าและขอทานที่หากินในบริเวณนั้น

สลัมชาวประมงชื่อดังในมุมไบใต้ (1)
สาเหตุที่เรายังเห็นสลัมปะปนกะตึกสูงไระฟ้าอย่างไม่มีระเบียบแบบแผนก็เป็นเพราะ ประชาชนอาศัยอยู่ในสลัมมีจำนวนไม่น้อย จึงกลายเป็นกลุ่มคะแนนเสียงสำคัญทางการเมือง ดังนั้น พรรคการเมืองใดแตะหรือแม้แต่คิดจะมีนโยบายจัดผังเมืองใหม่ โยกย้ายสลัมไปที่อื่น ก็จะต้องประสบกับชะตากรรมตามแบบประชาธิปไตย คือ การประท้วง และคะแนนนิยมลดฮวบแน่นอน จึงไม่แปลกที่จะำไม่มีใครกล้ายุ่งกับสลัม  และปล่อยให้เป็นแหล่งเสื่อมโทรมให้ผู้มาเยือนจากต่างชาติได้เห็นสัจธรรมของชีวิตแบบติดขอบเวที บางแห่งมีการเก็บค่าเข้าชมด้วย (คาดว่าเป็นพวกมาเฟีย ไม่ก็มั่วมาเก็บ)


(2)

คนที่นี้มีความสามารถในการจับจองที่และสร้างชุมชนแออัดได้ในทุกที่

ผ่านไปผ่านมาเลยถ่ายภาพจากบนรถมาให้ชมกันไปพลาง ๆ ครับ


--- (*_*") ---

Thursday, 1 November 2012

ทุนนิยมอเมริกาขึ้นท่าที่มุมไบแล้วววว

ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา "นางเงือกเขียว" ได้ก่อให้เกิดกระแสคลั่งไคล้ครั้งใหญ่ในใจกลางเมืองมุมไบ ชาวมุมไบ (ที่มีเงิน) ล้วนพร้อมใจกันกระโดดเข้าสู่กระแสธารมนุษย์อันเชียวกราก บากบั่นไปพบ "นางเงือกเขียว" ด้วยตัวเองอย่างไม่ย่อท้อ บางส่วนส่งข้าทาสบริวารให้ไปพบนางเงือกแทนตัวเอง ก่อนนำน้ำตาแห่งความปลื้มปิติของนางเงือกกลับมาให้เจ้านาย ...

งง ... ไหมครับ มันพูดเรื่องอะไรของมัน

เห็นภาพนี้แล้วคงจะร้อง "อ้อ ...." ใช่ครับ chain ร้านกาแฟสัญชาติอเมริกา สุดโด่งดัง ขนาดเป็นสัญลักษณ์ของทุนนิยมอเมริกา และต้นตำรับการตลาดที่อาศัยการสร้างความสัมพันธ์ส่วนบุคคลระหว่างพนักงานกับลูกค้าได้มาขึ้นท่าที่มุมไบแล้ว

แน่นอนครับ เพราะเมืองมุมไบเป็นเมืองท่าของอินเดีย นางเงือกจึงมาที่นี่เป็นแห่งแรกในอินเดีย !! โดยผ่านมาได้ 2 สัปดาห์ ก็ทยอยเปิดไปแล้ว 3 สาขาด้วยกัน (เท่าที่ทราบล่าสุด)

ในช่วงแรกของการเปิดสาขาแรก คนมุมไบแห่กันไปชมความงามของนางเงือกสองหาง และลิ้มชิมรสกาแฟของ she อย่างล้นหลาม คือ ล้น ขนาดต้องต่อคิวเข้าร้าน เหมือนร้านราเม็งดังในญี่ปุ่น แต่ที่นี่อาจจะหนักกว่า คือ คล้ายอารมณ์ห้างลดราคาที่นิวยอร์ก (ใช่ป่าว?) คือ ถึงขนาดต้องกักลูกค้าไว้ที่หน้าร้านและปล่อยลูกค้าเข้าร้านเป็นรอบ ๆ ตามคิว ... ก็ขนาดทีมที่ไปเกาะกระแสจากที่ทำงานผมมีการถอดใจ และกลับมาบอกว่า "คนเยอะมาก เข้าร้านยังไม่ได้เลย"แต่ก็อย่างว่าแหละครับ ครั้งแรกของพี่อินเดียเค้า เหมือนล่าสุดที่ H&M เปิดที่พารากอนบ้านเรา ผมได้ยินมาว่าแห่กันไปอย่างกะแจกฟรี

ส่วนตัวผมเองนั้น ได้ไปเยี่ยมเยียนสาขาที่สอง ซึ่งเปิดห่างจากสาขาแรกประมาณ 1 สัปดาห์ โดยเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรม 5 ดาวของมุมไบ ตึกหน้าตาขลัง แหงนหน้ามองแล้วสามารถทำให้หลงผิดนึกว่าอยู่
ร้านเงือกเขียว สาขาที่ 2 ของมุมไบ และอินเดีย
พร้อมชื่องทางการค้าภาษาท้องถิ่น
ยุโรปได้เลยทีเดียว และตึกลักษณะนี้มีให้เห็นอยู่ทั่วไปในเมืองมุมไบ เนื่องจากเป็นเมืองสำคัญของจักวรรคิอังกฤษ หรือบริษัท East India มาก่อน แม้ปัจจุบันจะทรุดโทรมไปมาก ประหนึ่งว่า ไม่ได้รับการทะนุบำรุงอีกเลยหลังจากที่อินเดียรับช่วงต่อจากอังกฤษเมื่อกลางศตวรรษที่แล้ว แต่ที่เห็นสวย ๆ นี่ก็เพราะเป็นโรงแรมของเครือ TATA ครับ จึงได้รับการดูแลเป็นอย่างดี จึงคงความสง่างามไว้ได้

วันที่ผมไปคนไม่เยอะเท่าไหร่ คือ แค่คิวยาวเกินความบาวเคานเตอร์ แต่หางแถวยังอยู่ในร้าน ก็เหมือน ๆ กับร้านน้องเงือกตามห้างดังในเมืองไทยที่แถวยาวได้ตลอดเวลา ส่วนที่นั่ง ก็ไม่เหลือแล้วครับ จึงดูนู้นดูนี่ ก่อนจะเดินถือกาแฟออกมาชมดื่มด่ำความเหม็นของละแวกนั้นต่อ (เหม็นมูลม้าครับ ปลิว หวิ้ว ๆ ๆ อยู่เต็มอากาศ ส่วนที่ยังไม่แห้งพอจะปลิวก็เป็นซากโดนบี้แบนอยู่ตามถนน ช่วยให้ถนนดูไม่แห้งแล้ง ขาดสีสันจนเกินไป -- เอาจริง ๆ ไม่รู้ให้ม้ากินพืชชนิดไหนกัน ทำไมมันถึงได้เหม็นขนาดนี้ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าสัตว์กินพืชจะขี้เหม็นขนาดนี้)




วันนั้นผมลอง ลาเต้เย็น แก้วเล็ก ราคา 110 รูปี หรือประมาณ 70 บาท ไม่ถูกไม่แพง กาแฟที่ใช้ ทราบมาว่าเป็นกาแฟของเครือ TATA ที่ปลูกในอินเดีย  ทำให้น้องเงือกสามารถทำราคาแข่งขันกับ chain เจ้าบ้านอย่าง Cafe Coffee Day ที่มีกว่า 1,300 สาขาทั่วอินเดียได้อย่างถูกใจคอกาแฟ - คือได้ดื่มของถูกนั่นเอง ส่วนเครื่องดื่มแบบอื่น เช่น ชา ก็จะมีชาอินเดีย หรือที่เรียกว่า chai (ชัย) ให้เลือกในรายการด้วย โดยที่นี้จะใช้ชาของเครือ TATA ส่วนน้ำดื่มจะเป็นตรา Himalayan ของเครือ TATA เช่นกัน

ขนมนมเนยในร้านก็มีทั้งแบบปกติมาตรฐาน และแบบอินเดียให้ได้เลือกชิมกัน สำหรับผมเห็นแล้วยังไม่ขอลอง  

ส่วนของที่ระลึกที่มีความเป็นอินเดีย ตอนนี้ก็จะมีเพียงถ้วยกาแฟ ด้านหนึ่งเป็นรูป Gateway of India ที่เคยลงรูปไปแล้วไนตอนแรก ๆ และอีกด้านเป็นรูปกีฬาประจำชาติ (จริง ๆ แล้วเป็นกีฬาประจำภูมิภาคเอเชียใต้แห่งนี้เลยทีเดียว) แล้วก็มีใบชาของเครือ TATA ภายใต้แบรนด์ TATA Tazo ขายด้วย

ข้อมูลจ้า : น้องเิงือกได้เริ่มเจรจากับเครือทาทาตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยตอนแรกตกลงให้ทาทาเป็นผู้ส่งเมล็ดกาแฟและใบชาให้กับน้องเงือก แต่ต่อมาได้ตกลงร่วมทุน 50 : 50 เพื่อเปิดร้านขายปลีกกาแฟในอินเดียภายใต้แบรด์ "Starbucks Coffee A TATA Alliance" โดยใช้เมล็ดกาแฟที่ปลูกในอินเดียของเครือทาทา รวมทั้งสร้างแบรนด์ชา "TATA Tazo" เพื่อขายในการนี้โดยเฉพาะด้วย  นอกจากนี้ ยังให้มีผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มของทาทาขายในร้านน้องเงือกด้วย สรุปคือ ทาทาอาศัยชื่อและหน้าตาน้องเงือกในการทำตลาด ส่วนน้องเงือกต้องอาศัยความเจนพื้นที่ และอสังหาริมทรัพย์มากมายของเครือทาทาเพื่อตั้งไข่นั่นเอง (การหาสถานที่และพื้นที่เพื่อเปิดร้านในเมืองมุมไบเป็นเรื่องยาก และต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลเนื่องจากราคาที่ดินสูงมาก ส่งผลให้ค่าเช่าและราคาขายอสังหาริมทรัพย์สูงตามกันไป ทั้งนี้ เชื่อกันว่าเกิดจากการที่คนรวยกว้านซื้ออสังหาิริมทรัพย์เพื่อเก็งราคา ซึ่งก็เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ) นอกจากนี้ การจับคู่กับทาทายังช่วยน้องเงือกจากอาการปวดหัวที่จะเกิดขึ้นแน่นอนหากต้องเผชิญกับกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ของอินเดีย ซึ่งเปรียบดั่งหมู่หินโสโครก และเจ้าหน้าที่ทางการอินเดีย ที่เปรียบเสมือนโจรสลัดในท้องทะเลที่ไม่มีความแน่นอนแห่งนี้

น้องเงือกร้านแรกในอินเดีย เปิดที่เมืองมุมไบ เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2555 ในตึกที่นับเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์จากอังกฤษ โดยอยู่ใกล้ ๆ กับร้านแฟชั่นชั้นสูงอย่างคุณพี่ฤาษี Hermes ซึ่งอยู่ในตึกมรดกทางประวัติศาสตร์เช่นกัน น้องเงือกมีเป้าแพร่พันธุ์เป็น 50 สาขาในเมืองมุมไบภายในปีนี้ ก่อนเจาะเข้าเมืองหลวงอย่างกรุงนิวเดลีในต้นปีหน้า (2556) และตามด้วยเมืองเอกนครต่าง ๆ ของอินเดีย

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า น้องเงือกสองหาง จะนำพาสิ่งดี ๆ มาสู่ประเทศนี้ โดยเฉพาะ lifestyle ค่านิยม  และพฤติกรรม

ปล. วันที่ไปต่อแถวซื้อกาแฟ ยังมีอีตาแขกพุงยื่น มายื่นเอาพุงดันตลอดเวลา คือ คนที่นี่ชอบความใกล้ชิด เหมือนเวลาเดิน ... ไม่รู้เรดาร์พังหรือยังไร ชอบเดินหลบที่ว่างเข้าหาคน คือ ขอให้ได้เฉียด คงมีความสุข   ส่วนเวลาต่อแถวก็เช่นกัน ขอให้ได้เกือบเหยียบตรีนคนข้างหน้าเป็นใช้ได้ ขยับทุกครั้งแมร่งต้องมีสัมผัส ... คือ ตรูไม่ได้พิศวาสมรึงคร้าบ 


[_]า-(^o^)/ 



Wednesday, 31 October 2012

It's India ... จบมะ

สวัสดีครับพ่อแม่พี่น้อง หายหน้าหายตาไปนาน ถึงขนาดมีมิตรรักแฟนเพลงถามถึง (ว้าววว ... เพื่อนผมเองแหละ ไม่ใช่ใครอื่นไกล) ก็เลยต้องรีบมาสนองกันสักหน่อย  จริง ๆ มีเรื่องมากมายอยากจะเล่า (บ่น) ให้ฟังแต่เวลาไม่ค่อยอำนวย แต่แล้วเวลานั้นก็มาถึง ...

ขึ้นหัวเรื่องไว้แบบนั้น คงเดากันออกว่า มีเรื่องปลง ๆ มาให้ได้บันเทิงใจกันอีกแล้ว

ตัวละคร (1) ผมเอง (2) นาง A สัญชาติอินเดีย เจ้าของบริษัท L (3) บริษัท B สัญชาติอินเดีย (4) น.ส. C สัญชาติอินเดีย

ผม - ขอบคุณมากครับ ที่สนับสนุนการเข้าร่วมงานของเราในครั้งนี้ เราจะนำโลโก้ของบริษัทคุณขึ้นในฉากหลังของซุ้มของเราด้วย
นาง A - ไม่หรอกค่ะ ดิฉันซิคะที่ต้องขอบคุณที่ให้โอกาสเรา และสนับสนุนเราถึงเพียงนี้
ผม - ยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ ล่าสุดผมกำลังรอ บ.B ส่งแบบฉากหลังมาให้ดูอยู่นะครับ นี่เราก็มีเวลาเหลืออีกแค่ 4 วันเท่านั้น ผมส่งโลโก้ของทางผม และของคุณ A  ให้ บ.B ไปสักพักแล้ว ยังเงียบอยู่เลย ไม่รู้ทำไมช้านัก ผมว่ามันไม่ได้มีอะไรยากเลย แค่ฉากโล่ง ๆ แล้วก้มีโลโก้ 2 อัน    อ้อ... แล้วผมก็ตามไปทางคุณ C ผู้ประสานงานของงานด้วยแล้ว ซึ่งคุณ C ก็รับจะตามให้
นาง A - อย่าคิดมากค่ะ ทาง บ.B คงจะส่งให้ 1-2 วันก่อนวันงานแหละค่ะ ... You know ... It's India. 
ผม - ฮา ๆๆ ครับ ก็หวังว่าจะส่งมาก่อนวันงานนะครับ -_-" 

--- จบ ---

ตัวละคร (1) ผมเอง (2) นาง D ลูกน้องสัญชาติอินเดีย

ผม - คุณ D คุณ D ทำไมเอกสารนี่ยังไม่ได้อีก ส่งให้ทางการอินเดียไปตั้งนานแล้วนะ จะถึงกำหนดเส้นตายของเราแล้วนะ เหลือไม่กี่วันแล้ว
นาง D - It's India ... ไม่มีอะไรเร็วค่ะ ปกติก็จะได้รับประมาณ 1-2 วัน ก่อนเส้นตายแหละค่ะ
ผม - (ตรูล่ะเบื่อ -_-")  ... คุณตามหน่อยละกัน

--- จบ ---

ตัวละคร (1) ผมเอง (2) นาง D ลูกน้องสัญชาติอินเดีย (คนเดิม)

ผม - D D ทำไมเอกสารนี่ยังไม่ได้อีก ส่งให้ทางการมุมไบไปเป็นเดือนแล้วนะ ทำไมมันช้าแบบนี้
นาง D - เดี๋ยวตรวจสอบให้ค่ะ . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . (เสียงหัวเราะดังขึ้น)
ผม - (เดินไปหา D อีกครั้ง) เป็นไง ???
นาง D - อ้อ ฮาๆๆ คนประสานงานบอกว่า เราส่งเรื่องเร็วเกินไป (ประมาณ 1 เดือน ก่อนต้องใช้เอกสาร) ตอนนั้นพอได้รับจึงยังไม่ทำ และตอนนี้ก็หาเรื่องไม่เจอแล้วค่ะ หายไปแล้ว ขอให้ส่งไปใหม่ค่ะ
ผม - เวรเอ่ยยยยยยยย ทำงานกันล่วงหน้าไม่เป็นรึไงฟระ ไม่เข้าใจจริง ๆ
นาง D - ฮาๆๆ เป็นแบบนี้แหละค่ะ ... It's India.
ผม - เออ ๆ ครับ คุณจัดการด้วยละกัน บี้มาให้ทันล่ะ (ตรูล่ะเบื่อ -_-")

ปล. นาง D มีลูกล่อลูกชนที่ดีเป็นอย่างยิ่ง ขนาดผมเองยังไม่อยากมีเรื่องกะ she เพราะท่าทางจะเถียงไม่ทัน She จึงสามารถบี้เอกสารจากทางการได้ทันที่เราต้องใข้เสมอ นับเป็นทรัพยากรบุคคลชั้นเยี่ยม ขาดไม่ได้เลยทีเดียว ดังนั้น ถึงแม้จะต้องปวดกะโหลกลามถึงส้นเท้ากับสถานการณ์ It's India อยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ค่อนข้างวางใจเพราะยังมีนาง D คอยจัดการให้

--- จบ ---

 พอแค่นี้ก่อนนะครับ

\ (-:::-) \