Sunday, 12 August 2012

หนีฝน ... ปะแท็กซี่

หนีฝน ... ปะแท็กซี่

วันนี้ 12 สิงหาคม 2555 สุขสันต์วันแม่ครับทุกคน ... รักแม่ ห่วงแม่ อย่าพึ่งพายาเสพติดนะครับ

วันนี้เป็นวันที่ผมตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องขยับตัวออกจากที่พักให้ได้หลังจากดีกรีความขี้เกียจออกไปมาไหนพอกพูนมากกว่างานที่พอกหางผมอยู่ในปัจจุบัน และในที่สุดก็สำเร็จครับแม้จะอ้อยอิ่งอยู่นานสองนานทำเอาเวลาที่วางแผนจะออกจากที่พักล่าช้าเนิ่นนานออกไปถึง 1 ชม. ครึ่ง

ก่อนออกจากที่พักก็ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะไปห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ซึ่ง Google Map บอกว่าห่างออกไป 13 ก.ม. ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีเล็กน้อยก็จะถึง และได้โทรสอบถามพี่ ๆ ที่นี่เป็นอย่างดีว่านั่งแท็กซี่ราคาประมาณเท่าไหร่ เพื่อเอาไว้เป็นข้อมูลอ้างอิงให้เจ็บใจเล่นหากปรากฏว่าโดนแขกต้ม จริง ๆ แล้วการทราบราคาคร่าว ๆ ล่วงหน้าก็มีประโยชน์อีกอย่างครับ คือ เราจะพอกะ ๆ ได้ว่า ควรจะใกล้ถึงแล้วหรือไม่ หรือควรจะต้องเริ่มกังวลใจอย่างจริงจังและตรวจสอบว่า คนขับกับเราเข้าใจเป้าหมายของการเดินทางครั้งนี้ตรงกันหรือไม่)

แน่นอนครับ พอทราบราคาคร่าว ๆ แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ เลือกขึ้นรถแท็กซี่สีเหลือง-ดำ รุ่นใหม่ที่มีมิเตอร์แบบดิจิตอล จะได้เห็นราคาชัด ๆ ไม่ต้องมานั่งเทียบตาราง (ซึ่งผมก็ไม่มีอยู่กับตัว)

ผมเดินออกจากที่พัก ข้ามถนน และเดินเลาะไปตามทางเท้า หันหลังกลับมามองหาแท็กซี่เป็นระยะ เรียกไม่ทันก็ปล่อยผ่านไป แต่เดินไปได้เพียงไม่กี่เมตร ฝนก็เริ่มลงเม็ด ผมจึงหยุดยืนรอแท็กซี่ (อย่างจริงจัง) และก็ได้แท็กซี่ด้วยความรวดเร็ว จึงไม่โดนฝนจัง ๆ พอขึ้นรถได้ไม่เกิน 10 นาที ฝนก็ตกเป็นเรื่องเป็นราว คนขับที่น่ารักก็เอื้อมมาไขกระจกฝั่งคนนั่งข้างคนขับที่เปิดรับลมไว้ (เหลือง-ดำ ไม่มีแอร์ไงครับ) ให้เหลือครึ่งเดียวเพื่อไม่ให้ฝนสาดเข้ามา ผมทราบซึ้งมาก แม้จะยังมีละอองฝนพัดเข้าหน้าผมซึ่งนั่งอยู่เบาะหลังก็ตาม แต่ในพะวงความปลื้มปิติในบริการนั้น โสตประสาทก็เริ่มตื่นตัว โดยมีเหตุจากกลิ่นคละคลุ้งที่ส่งมาถึงประสาทรับกลิ่นหลังการขยับตัวของคนขับนั่นเอง แล้วก็จางหายไปเกือบหมด ผมโล่งใจขึ้นมาทันที

ขออธิบายกลิ่นครับ - เป็นประมาณกลิ่นอับ ๆ ในค่ายมวย หรือโรงยิมน่ะครับ แต่แค่มันมารวมอยู่ที่คน 1 คน ในพื้นที่เล็ก ๆ ของแทกซี่ หายใจลำบากทีเดียว

และแล้วฝนฟ้าก็เล่นตลก ตกหนักขึ้นอีก คุณคนขับที่น่ารักก็ขยับตัวอีกครั้ง พร้อมไขกระจกขึ้นอีก ... ในหัวเริ่มทำงาน "(เห้ย ... ยอมเปียก ๆ อย่าปิดหมด ขอร้อง ...)" แม้ตอนนั้น จะมีน้ำหยดจากขอบกระจกตรงที่ผมนั่งให้ได้เปียกแล้ว ผมก็ยังภาวนาให้คนขับรถเหลือตัวช่วยให้ผมบ้าง

ผมนั่งมองกระจกค่อย ๆ เลื่อนขึ้นอย่างช้า ๆ (ระบบไขนี่ครับ แถมเือื้อมมาไขจากอีกฝั่งอีกตะหาก) และแล้วกระจกก็หยุดครับ เหลือช่องว่าง 1 นิ้ว ... ส่วนฝั่งคนขับก็ 1 นิ้วเช่นกัน บรรยากาศวังเวงเริ่มครอบงำ ความอับชื้นเริ่มกระจายตัวสู่ทุกอณูอากาศในตัวรถ การหายใจทำได้อย่างยากเย็นมากขึ้นทุกที ... คือ มันแบบหายใจไม่ออกครับ ครั้นจะสูดหายใจลึก ๆ เป็นครั้งคราวก็ไม่ไหว กลืนไม่เข้าคายไม่ออก คว้านตัวช่วยในกระเป๋า (ยาดม) ดันเจอแต่ลิปมัน ไอ้ตอนคลำเจอก็ดีใจครับ นึกว่าใช่ เพราะมันทรงเดียวกัน พอหยิบออกมา ... คิดทันทีว่า "(เอามาดมแทนได้ไหมเนี่ย)" แต่สุดท้ายก็วางลงครับ ไม่อยากทำตัวน่าสมเพชเกินเหตุ แต่แล้วก็ใจชื้นขึ้นเมื่อเหลือบไปเห็นราคาค่าโดยสารที่มิเตอร์ ซึ่งตัวเลขนั้นแสดงว่า ใกล้ถึงที่หมายมาก ๆ แล้ว ซึ่งหลังจากจากนั้นไม่เกิน 5 นาที ผมก็ถึงที่หมายครับ พร้อมสูดหายใจเต็มปอดเมื่อลงจากรถ

สรุปแล้ว ถ้าฝนตก อยู่บ้านดีกว่าครับ เว้นแต่มีรถส่วนตัว

ฯ(-"-ฯ)



Saturday, 11 August 2012

ลิ้มรสมะม่วง Alphonso (อัลฟองโซ่) ราชาแห่งผลไม้ (ของอินเดีย)

ตามปกติแล้วเราจะเคยได้ยินว่า ทุเรียนคือ ราชาแห่งผลไม้ ในขณะที่มังคุดเป็นราชินี โดยผลไม้ทั้งสองประเภทเป็นสินค้าทางการเกษตรที่สำคัญของไทย และถึงแม้จะมีการปลูกในประเทศอื่น ๆ แต่ก็ไม่อร่อยเท่าของไทย เช่น ทุเรียนมาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย แต่หลายคนคงไม่คุ้น หากถามว่า แล้วราชาแห่งผลไม้ในสายตาของชาวอินเดีย คือ อะไร ?? นึกออกไหมครับ ... คำตอบคือ มะม่วงครับ โดยมะม่วงหมายเลข 1 มีชื่อเรียกว่า มะม่วงอัลฟองโซ่ (Alphonso)

มะม่วงอัลฟองโซ่ หรือที่รู้จักกันในภาษาท้องถิ่นว่า Happus เป็นมะม่วงที่แม่ทัพเรือชาวโปรตุเกสนำเข้ามายังประเทศอินเดีย (รัฐกัว หรือ Goa) ตั้งแต่ยุคแสวงหาโลกใหม่ - ล่าอาณานิคม ซึ่งชาวพื้นเมืองได้นำไปปลูกกันอย่างแพร่หลาย

มะม่วงอัลฟองโซ่ได้รับการกล่าวขวัญให้เป็นราขาแห่งผลไม้ด้วยรสชาติหวานหอม เนื้อแน่น รับประทานตอนสุก โดยจะมีเนื้อสีเหลืองเข้ม-ส้มอ่อน แต่เปลือกจะไม่เหลืองทั้งลูกเหมือนมะม่วงสุกบ้านเราครับ

จริง ๆ แล้ว ตั้งแต่มาถึงมุมไบได้ 1 สัปดาห์ ก็ได้ยินพี่ ๆ คนไทยพูดถึงมะม่วงราชานี้อย่างหนาหู แต่ก็ได้ยินว่าหมดหน้าของมันไปแล้ว (ช่วงฤดูร้อนของอินเดีย ซึ่งคือ ประมาณ มี.ค. - พ.ค.) จึงไม่ได้คิดอะไรมาก แค่ตั้งใจว่าปีหน้าต้องได้ชิม แต่ก็หวั่น ๆ เล็กน้อย เพราะได้ยินว่าราคานั้น แสนจะน่ารังเกียจ พี่บางคนบอกว่า ตอนเข้าหน้ามะม่วงอัลฟองโซ่ใหม่ ๆ พี่เขาซื้อที่ราคาสูงถึง 1,500 รูปี (900 บาท) ต่อ 5-6 ลูก (ประมาณ 1 กิโลกรัมนิด ๆ) ใช่ครับ ขายเป็นลูก ราคาดุเดือดมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อปลายหน้าร้อนที่ผ่านมาราคาเจ้ามะม่วงนี้ลดลงอย่างมาก เนื่องจากมะม่วงล้นตลาด oversupply) โดยราคาต่อลัง (1 ลัง มีมะม่วง 4 - 10 โหล) ตกลงถึง 2-5 เท่า จาก 5,000 - 10,000 รูปี เป็นประมาณ 1,000 - 4,000 รูปี ขึ้นกับจำนวนและเกรดของมะม่วง

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้มีโอกาสไปตลาด Crawford ซึ่งเป็นแหล่งซื้อข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน เช่น ถังน้ำ ไม้กวาด ไม้ถูพื้น ทิชชู่ ผงซักฟอก ฯลฯ และเป็นแหล่งเครื่องปรุงอาหารจากไทย เช่น ซอสหอยนางรม ซีอิ้วขาว น้ำปลา ฯลฯ ตลอดจนผัก ผลไม้สด ซึ่งก็ได้เจอเจ้ามะม่วงราชานี้ตัวเป็น ๆ ด้วย จึงไม่ปล่อยให้หลุดมือ ลงทุนซื้อมาชิมที่ราคา กิโลฯ ละ 400 รูปี ใช่ครับขายเป็นกิโลฯ แล้ว ได้มาทั้งหมด 5 ลูก มีสติกเกอร์ "Best Quality" แปะไว้เรียบร้อย ส่วนขนาดเป็นดังภาพครับ ใหญ่กว่าอกร่องเราเล็กน้อย เปลือกหนา ผิวมัน เปลือกไม่เหลืองทั้งหมดแม้จะสุกแล้ว ไม่มีกลิ่นหอมมากนัก

เนื้อแน่นพอสมควร (แน่นกว่ามะม่วงทานสุกชื่อดังของไทยอย่างน้ำดอกไม้) แต่กลิ่นหมอของอัลฟองโซก็เทียบทั้งอกร่องและน้ำดอกไม้ไม่ได้ ในขณะที่รสหวานนั้น เข้มข้นกำลังดีถึงหวานมากในบางลูก แต่ก็ไม่สู้อกร่องอีกเช่นกัน เม็ดอัลฟองโซอ้วนทีเดียว หนาเกือบ 1 ใน 3 ของความหนารวมของมะม่วง

สรุปแล้ว คล้ายกับมะม่วงโชคอนันต์ / มะม่วงแก้ว (สุก) ของไทย ทั้งกลิ่น รสชาติ ความหวาน รสสัมผัส และความแน่นของเนื้อ แต่ไม่รู้ทำไมแพงนักแพงหนา

ผมเคยมีโอกาสได้ทาน honey mango ของปากีสถานตอนใต้ โดยรวมก็คล้าย ๆ โชคอนันต์ครับ แต่เปลือกบาง รสชาติหวานจัด สมชื่อมาก อร่อยครับ

อ้อ ลืมบอกไปว่า คนอินเดียทั่วไปทานมะม่วงโดยรอให้สุกจัด แล้วบีบ ๆ นวด ๆ จนเละ ก่อนกัดเปลือกที่ปลายทิ้ง และดูดน้ำมะม่วงสด ๆแต่ถ้าเป็นร้านดี ๆ หรือโรงแรม ก็จะเสิร์ฟหน้าตาเหมือนในรูปครับ ผมเลยเลียนแบบมา เพราะเคยลองปอกเปลือกแล้ว ไม่เหมาะครับ เพราะเราปอกแบบคนไทย บางที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ แต่สุดท้ายทำให้ผิวด้านในของเปลือกยังอยู่ส่งรสขมจาง ๆ ออกมาก่อกวนรสโดยรวมของมะม่วงครับ

นอกจากนี้ แล้ว ที่อินเดียยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะม่วงหลายอย่าง เช่น น้ำมะม่วง เครื่องดื่มผสมมะม่วง ลูกอม ของหวาน และของทานเล่นที่ผสมเนื้อมะ่ม่วงแห้ง
 
\(^{}^)/

Friday, 10 August 2012

ว่าด้วยการอ่านมิเตอร์

ว่าด้วยการอ่านมิเตอร์

ตามที่เคยได้เล่าเรื่องการขึ้นแทกซี่ที่เมืองมุมไบไปแล้ว ยังจำได้ใช่ไหมครับ ว่ามิเตอร์แทกซี่เก่า และรถสามล้อเครื่องบางส่วนยังเป็นแบบ analog ซึ่งจะติดอยู่นอกตัวรถตำแหน่งที่ควรจะเป็นกระจกมองข้างฝั่งคนนั่งข้างคนขับ

 
เจ้ามิเตอร์แบบเก่านี้จะมีแค่ตัวเลขซึ่งจะหมุนไปเหมือนมิเตอร์น้ำประปา ซึ่งเราจะต้องแปลเป็นจำนวนเงินเอง เช่น ถ้าขึ้น 1.00 คือ 17 รูปี ไอ้ตอนแรกเราก็ไม่รู้ เห็นมิเตอร์มันวิ่ง ๆ ไป เราก็เอ๊ะ นั่งมาสักพักเพิ่งจะ 4.5 รูปีเองเหรอ (มิเตอร์ขึ้น 4.50) มันถูกขนาดนี้เหรอ เอ๊ะ หรือโชคจะไม่เข้าข้างซะแล้ว 4.5 USD O_o?!?! สุดท้ายเพิ่งมาถึงบางอ้อ ว่ามันต้องแปลงเลขมิเตอร์เป็นจำนวนเงินอีกครั้ง (สามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.go4mumbai.com)

นอกจากนี้ พอตกดึก ราคามิเตอร์จะปรับสูงขึ้น (midnight fare) เช่น 1.00 จะเป็น 21 รูปี แต่ผมก็ไม่ทราบนะครับว่า ที่เรียกว่า ค่าบริการยามเที่ยงคืนของอินเดีย เริ่มตั้งแต่เวลาใดถึงเวลาใด แต่เคยเรียกตอนตีห้า ก็เป็นราคาปกติครับ


แทกซี่เหลือง-ดำ ทั้งสามแบบที่เห็นกันทั่วไป ซ้ายสุดคือรถเฟียตรุ่นเก่า (เหมือนรูปแรก) แล้วก็จะมีรถกึ่ง ๆ รถตู้ ขนาดประมาณรถกะป๊อ (ไม่ทราบจริง ๆ ว่าสะกดอย่างไร) บ้านเรา และอีกอันคือรุ่นใหม่สุด ซึ่งจะเป็นมิเตอร์ดิจิตอลมีราคาแสดงเรียบร้อย ไม่ต้องนั่งจ้องมิเตอร์แล้วคำนวณเองว่ามีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ คือ จริง ๆ คนขับก็บอกแหละครับ แต่ถ้ารู้ไว้หน่อยก็จะได้ไม่โดนแขกต้มครับ

มีอยู่ครั้งหนึ่ง จะหาแทกซี่จากที่พักเพื่อไปทำงาน (ตอนหลังมารู้ว่า มันใกล้กันทีเดียว คือ ประมาณ 2.5 ก.ม. เท่านั้น) ก็เดินออกมาเรียกห่างจากหน้าโรงแรมสัก 50 เมตร เพื่อหลีกเลี่ยงกลุ่มแทกซี่ที่รอดักลูกค้าที่เป็นแขกโรงแรม วันนั้นได้รถด้วยความไม่ยากเย็น (บางทียืนรอแล้วรอเล่า ไม่มีคันไหนยอมไป) ขึ้นรถเรียบร้อย บอกสถานที่กับคนขับ ได้รับการส่ายหน้าบอกกล่าวตามสไตล์แขกว่า "ok สบายมาก ถึงแน่" แผนที่ในกระเป๋าพร้อม วันนี้ไม่พลาดแน่นอน นั่งไปก็พยายามดูทางไป ว่าถูกทางแน่ (เริ่มพอจำทางได้เลา ๆ แล้วครับ) กวาดสายตาต่อลงมาที่มิเตอร์ ... ทันใดนั้น สมองแง่ร้ายก็เริ่มทำงาน เห้ย คุณคนขับไม่กดมิเตอร์ แล้วนั้นมันเขียนว่าอะไร "ERROR?!?!" เอ๊ะ หรือ "FOR HIRE" (ประมาณ "ว่าง" บ้านเรา) เอ่อ จะออกซ้ายหรือขวา เสียเกินราคามิเตอร์ปกติแน่นอน เห่อ ๆ ๆ พลาดจนได้

สรุปครับ ถึงที่หมาย ไม่มีหลง พอถามคนขับว่าเท่าไหร่ คุณเขาก็มองมิเตอร์แล้วเกาหัวแกรก ๆ ก่อนจะ "สบถ" ออกมาว่า 50 รูปี ... นั่นไง กะแล้ว ราคาเหมามาแล้ว (เคยนั่งไม่ถึง 30 รูปี) โดนจนได้ แต่ง่ายไปไหมครับพี่น้อง ผมตอบ "ok ok" พร้อมส่ายหัวตามแบบแขกส่งสัญญาณว่า "ไม่มีปัญหา" ก่อนจะส่งให้ 40 รูปี แล้วบอกคนขับว่า "ok I give you 40. Thank you" ก่อนจะเปิดประตูลงรถ และเดินจากไปอย่างไม่รีบร้อน คิดว่าคนขับยังงงกับลูกมึนของผมอยู่ (จริง ๆ ให้ 40 นี่ก็เยอะแล้วนะครับ tip ถึงกว่า 30% --> ตีว่าน่าจะจ่ายประมาณ 30 รูปี หากกดมิเตอร์)    แขกมึนอย่าตระหนกครับ ตั้งสติแล้วมึนกลับเนียน ๆ ครับ

2(-"-)\

Wednesday, 1 August 2012

มุมไบสีเขียวคล้ำ ๆ

มุมไบสีเขียวคล้ำ ๆ

อินเดียถือเป็นประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งปกติแล้วประเทศในกลุ่มนี้จะมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นสำคัญเพื่อให้ทัดเทียมกับประเทศตะวันตก (ไทยก็เช่นกัน) โดยเทคโนโลยีที่ใช้ส่วนใหญ่ไม่มีประสิทธิภาพมากนัก จึงเป็นช่วงที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากที่สุด คล้ายประเทศตะวันตกในสมัยปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่ในปัจจุบัน กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วได้ผลักดันเรื่องคุณค่าหรือบรรทัดฐานด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อชะลอ / แก้ปัญหาโลกร้อน (Global Warming) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก (Climate Change) ส่งผลให้ประเทศกำลัังพัฒนาต่าง ๆ ต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้ด้วย โดยจะมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเอาแต่ได้แบบชาติตะวันตก (ที่ตอนนี้เรียกตนเองว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว) ในสมัยก่อนไม่ได้


ในเดือน ก.ค. 2555 ที่ผ่านมา อินเดียได้รับการจัดอันดับโดย National Geographic Society (องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สหรัฐฯ คนไทยรู้จักกันดีทางช่องโทรทัศน์ National Geographic ที่นำเสนอสารคดีดี ๆ ต่าง ๆ มากมาย) ให้อยู่ 1 ใน 5 ของประเทศทั่วโลกที่ผู้บริโภคมีพฤติกรรมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด ซึ่ง 5 ประเทศแรกล้วนเป็นประเทศกำลังพัฒนาทั้งสิ้น คือ  1) อินเดีย 2) จีน 3) บราซิล 4) ฮังการี และ 5) เกาหลีใต้ ในขณะที่ประเทศรั้งท้าย 5 ประเทศ ล้วนเป็นประเทศพัฒนาแล้ว คือ สหรัฐฯ แคนาดา ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส และออสเตรเลียที่ล่างสุดของตาราง  ผลการสำรวจพบว่า ผู้บริโภคในจีน (42%) และอินเดีย (45%) ตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากพฤติกรรมการบริโภคของตน ซึ่งส่งผลต่อการบริโภคของตน ในขณะที่ 21% ของชาวสหรัฐฯ ไม่ใส่ใจ

หากยังจำได้ ไทยเราเคยรณรงค์เรื่องการใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก ซึ่งฮิตติดตลาดอยู่ได้พักหนึ่ง ก็เห็นจะจืดจางลงตามกาลเวลาและความทรงจำของคนไทยที่ได้ชื่อว่าลืมง่าย ตามสไตล์ไทยแห่นิยมเป็นพัก ๆ  ในช่วงนั้น ห้างสรรพสินค้า และซุปเปอร์มาร์เก็ตบางแห่งได้มีนโยบายส่งเสริมการใช้ถุงผ้าโดยการหักส่วนลดให้กับลูกค้าที่ไม่รับถุงหิ้วพลาสติกของทางห้างสรรพสินค้า แต่หากต้องการ ก็ยังมีถุงหิ้วพลาสติกไว้ให้บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเพิ่ม (ยกเว้น Makro ซึ่งปกติไม่ได้ให้บริการถุงพลาสติกอยู่แล้ว เนื่องจากขายส่งครั้งละปริมาณมาก อย่างไรก็ตาม หากลูกค้าต้องการก็สามารถซื้อถุงหิ้วได้ที่แคชเชียร์ ซึ่งถ้าผมจำไม่ผิดจะเป็นถุงหิ้วช็อปปิ้งที่ใช้ซ้ำได้)

ในทางกลับกัน ที่เมืองมุมไบ ซุปเปอร์มาร์เก็ตส่วนใหญ่จะคิดค่าถุงหิ้วพลาสติกแยกต่างหาก แม้ราคาจะต่ำมาก คือ ประมาณ 4 รูปี (2.5 บาท) แต่ก็น่าจะทำให้คนฉุกคิดได้ทุกครั้ง 

มาหยุดคิดตรงนี้สักนิดครับ 

ที่ไทยหากทำสิ่งที่ควรทำ (ลดใช้ถุงพลาสติก) คือ ได้รางวัล (ส่วนลด) ในขณะที่ หากไม่ทำ ก็เสมอตัว
ที่อินเดียหากทำสิ่งที่ควรทำ (ลดใช้ถุงพลาสติก) คือ เสมอตัว ในขณะที่ หากไม่ทำ คือ โดนลงโทษ (เสียเงินเพิ่ม แม้จะไม่มากก็ตาม) ซึ่งประเทศจีนก็เป็นเช่นนี้

สะท้อนวิธีคิดที่แตกต่างกันมั้ยครับ ?

นอกจากนี้ สำนักงานบริหารเมืองมุมไบ (ฺBMC) ยังมีแผนจะลดหย่อนภาษีให้กับชุมชนที่มีพฤติกรรมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและช่วยรักษาความสะอาดของพื้นที่ในชุมชน อย่างไรก็ตาม คงต้องรอความชัดเจนมากกว่านี้ ทั้งนี้ ประชาชนบางส่วนเห็นว่า BMC ควรจะทำหน้าที่ให้ดีกว่านี้ แทนที่จะผลักภาระทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อมและความสะอาดให้กับประชาชน เช่น ประชาชนแยกขยะก่อนที่แต่ BMC กลับเอาไปเทรวมกัน เป็นต้น ในขณะที่บางส่วนก็เห็นว่าจะต้องเริ่มต้นที่ตัวเองก่อน


สภาพเมืองมุมไบปัจจุบัน ก็แบบที่เคยเล่าครับ สกปรกสุด ๆ กลิ่นไม่พึงประสงค์เตะจมูกเป็นระยะ บางแห่งก็เหม็นได้ตลอดเวลา กลิ่นคล้าย ๆ น้ำ้เน่า ผสมขยะเน่า และที่เมืองนี้หาถังขยะสาธารณะยากแสนยาก แต่หากมองดี ๆ คุณก็จะรู้ตัวว่าคุณยืนอยู่ในถังขยะอยู่แล้วนั่นเอง จึงหาไม่เจอ คนอินเดียตามที่ได้สัมผัสเห็นว่าการทิ้งขยะลงพื้นเป็นเรื่องปกติ บางทีเราจะหาที่ทิ้ง ก็จะมีคนบอกว่า ทิ้งลงพื้นสาธารณะไปเลยไม่เป็นไร (O_o) !! พอเราบอกไม่เอา ก็มาจัดการแย่งไปโยนทิ้งให้เรียบร้อย แต่เชื่อว่าอีกหน่อยคงจะดีขึ้น เพราะไทยเองก็เคยผ่านช่วงนี้มาแล้ว และในปัจจุบันก็ยังมีบางคนที่คิดแบบนี้อยู่ คือ อยากอยู่ในถังขยะต่อไป 



/(-.-"\)







Wednesday, 11 July 2012

ขึ้นแทกซี่ ...

                                เมืองมุมไบศูนย์กลางทางการเงินของอินเดีย (คนอินเดียว่าอย่างนั้น แต่ยังห่างไกลการเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาคอย่างที่ตั้งเป้ากันไว้มากนัก) การคมนาคมขนส่งสาธารณะในเมืองนี้นับว่ามีความสะดวกสบายด้วยรถเมล์ (ขึ้นยากมากครับ เพราะไม่มีภาษาอังกฤษ แม้แต่ตัวเลขก็ไม่เป็นเลขอารบิก ดังนั้น จะขึ้นได้จึงต้องรู้ภาษาฮินดี) รถไฟที่เชื่อมมุมไบเข้าด้วยกัน แต่ยังไม่มีประเภทรถไฟฟ้า หรือรถใต้ดินนะครับ และที่สำคัญที่สุดคือ แทกซี่ที่มีจำนวนมากมายมหาศาล โดยแทกซี่ที่วิ่งตามท้องถนนทั่วไปจะเป็นแทกซี่มิเตอร์ เว้นแต่แทกซี่ที่โทรเรียกเป็นพิเศษ ก็ตกลงราคากันเอาครับ แต่ส่วนใหญ่ก็จะมีมาตรฐานราคาอ้างอิงกันอยู่ เหมือนบริการรถเช่าพร้อมคนขับบ้านเรา และมีอีกชนิดคือ ออโต้ริคชอว์ หรือสามล้อเครื่องนั่นเอง อันนี้จะอยู่เฉพาะในบางพื้นที่เท่านั้นครับ เช่น มีกฎหมายห้ามเข้ามาวิ่งในเขตมุมไบใต้
                                แท็กซี่จะแบ่งเป็นหลายระดับตามสีสันที่ต่างกันไป ระดับล่างสุด คือ แทกซี่ดำ-เหลือง ซึ่งไม่มีแอร์ (บางคันผมว่าผมก็เห็นแอร์นะ แต่ไม่เปิดกัน ประหยัดครับ รถติดไฟแดงบางทีก็ดับเครื่องเลย เหมือนจะเป็นสามล้อซะอย่างนั้น จึงคาดว่า คนขับคนนั้นอาจจะขับสามล้อเครื่องมาก่อน จึงดับด้วยความเคยชิน) มิเตอร์จะเริ่มที่ 16 รูปี หรือประมาณ 9 บาท และเงินจะเริ่มวิ่งหลังจาก 2 กม. แรกผ่านไปเหมือนบ้านเรา ระดับต่อมา คือ แทกซี่สีฟ้า-ขาว สดใส จะเป็นรถแอร์ มิเตอร์เริ่มต้นที่ประมาณ 18 รูปี (ถามมานะครับ ไม่เคยขึ้นครับ) ส่วนที่เหลือก็เป็นพวกที่จ้างเฉพาะกิจ
                                ผมเองใช้แต่ดำ-เหลือง เพราะหาง่ายที่สุด (พวกสีฟ้า-ขาว มักจะจอดดักลูกค้าตามสถานที่อย่างโรงแรม ร้านอาหารหรู ๆ หน่อย) ซึ่งจะมีรถหลายแบบ แต่ส่วนใหญ่เป็นรถระดับเก่ามากถึงมากที่สุด มิเตอร์จะเป็นแบบหมุน (analog) โดยมิเตอร์จะอยู่นอกตัวรถในบริเวณที่ควรจะเป็นกระจกมองข้างฝั่งคนนั่งข้างคนขับ (ที่นี่คนขับอยู่ขวาเหมือนไทย) โดยที่จะไม่มีกระจกมองข้างแต่อย่างใด (จึงต้องอาศัยเสียงแตรส่งสัญญาณบอกคันหน้าว่า มีฉันอยู่ตรงนี้ไม่ไกล - ใกล้มาก แล้วพอได้ยินเสียงแตรจึงมองกระจกมองหลังเอา) ส่วนที่ใหม่ขึ้นมาก็จะเป็นมิเตอร์ดิจิตอลแบบที่เห็นในแท็กซี่บ้านเราครับ
                                อย่างที่บอกครับ รถแทกซี่ดำ-เหลืองหาง่ายครับ มีเกลื่อนกลาด แต่ปัญหา คือ ไม่ค่อยอยากรับลูกค้า พี่บางคนบอกว่า พวกนี้ จนแต่หยิ่ง แต่จริง ๆ แล้วคาดว่าเป็นเพราะเราเรียกไปใกล้ ๆ ไม่เกิน 2 กม. คนขับคงรู้สึกว่าได้ไม่คุ้มเหนื่อย เพราะระยะทางแค่นั้นก็จะได้กัน 20 กว่า ๆ รูปีเท่านั้นก็ถึงที่หมายแล้ว ยิ่งตอนค่ำ ๆ ยิ่งหยิ่ง แต่อย่าไปง้อครับ เดี๋ยวได้ใจ ตอนนี้คนอินเดียก็ไม่พอใจที่แท็กซี่เป็นแบบนี้จึงมี นสพ. อินเดียนามว่า Hindustan Times จัดโครงการส่งอาสาสมัครไปล่อเรียกแท็กซี่ (และสามล้อเครื่อง) โดยให้เรียกไปในระยะใกล้ ๆ หากแทกซี่ปฏิเสธก็จะมีเจ้าหน้าที่จราจรจับ ยึดใบอนุญาต และขึ้นศาลในวันต่อมา ใช่ครับปฏิเสธลูกค้าที่นี่ ขึ้นศาลครับ (แทกซี่ไทยเอาแบบนี้ไหมครับ โดยเฉพาะพวกปฏิเสธคนไทยรอจับแต่ต่างชาติเนี่ย ??) ส่วนโกงมิเตอร์ เช่น ปรับแต่งมิเตอร์ให้วิ่งเร็วติดจรวด หากถูกจับได้จะโดนยึดใบอนุญาตเป็นกาถาวรครับ คือ (ตามหลัก) หมายความว่าคุณจะไม่สามารถประกอบอาชีพนี้ได้อีก แต่ไม่รู้เอาเข้าจริง ระบบข้อมูลอะไรต่าง ๆ มันจะดีขนาดตรวจสอบได้ว่าอีตานี่เคยโดนยึดใบอนุญาตไปแล้วหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้
                                พอได้แทกซี่แล้ว ขั้นต่อไปคือ ลุ้นว่า คนขับทราบที่หมายเหมือนที่เราต้องการให้ทราบจริง ๆ หรือไม่ คนที่นี่ “thik hai” หรือ OK / yes ลูกเดียว บอกอะไรไปก็ส่ายหัวให้ขึ้นรถตลอด (ส่ายหัวบนแกน Z (ค่าบนแกน Z ไม่เปลี่ยนแปลง) แปลว่า "ใช่ โอเค" เหมือนการพยักหน้าบ้านเรา แต่ถ้าส่ายบนแกน Y (ค่าบนแกน Y ไม่ขยับ) แบบของไทย ก็คือการปฏิเสธครับ) ใจหนึ่งก็คิดว่าสงสัยกลัวไม่ได้ลูกค้า แต่ก็ เอ๊ะ ทำไมบางคันมันหยิ่งจัง แต่นั่นแหละครับ ต้องลุ้นว่าเข้าใจตรงกันหรือไม่ ถ้าเราไม่รู้ทางก็แย่หน่อยครับ เพราะ เราก็จะไม่รู้ว่าแท็กซี่พาไปไหน จะมารู้ก็ตอนคนขับบอกว่าถึงแล้ว ซึ่งหากผิด เราก็จะนั่งงงอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนรำพึงในใจว่า “แม่ง เอ๊ย ที่ไหนฟระเนี่ย” ผมเคยครับ แล้วสภาพก็เป็นแบบนั้นเลย คือ เราไม่รู้ทางเลย พาไปผิด พาอ้อม เราก็ไม่รู้หรอกครับ (เป็นเรื่องที่เจอบ้าง โดยบางทีอาจจะเป็นความมึนจากใจจริงที่พาไปผิดทาง เพราะคนขับที่นี่แปลกมาก ไม่ค่อยรู้ทางเท่าไหร่ หรือแกล้งมึนเพิ่มเลขบนมิเตอร์ก็เป็นได้ แต่อย่าไปคิดมากครับ ทำใจสบาย ๆ แล้วคิดซะว่าทำทาน และถ้าคิดกลับเป็นเงินไทยแล้ว มันก็ไม่เท่าไหร่ อย่าไปเสียอารมณ์ครับ ถือว่าชมเมือง) คิดอยู่อย่างเดียวคือ ขอให้ถึงที่ ๆ เราจะไปเป็นใช้ได้ แต่จะให้ดีศึกษาแผนที่ไว้หน่อยก็ดีนะครับ
                                แล้วถ้าคนขับหันกลับมาถามทางคุณล่ะ คุณคิดว่าโชคดีหรือโชคร้าย ?? โดนมาแล้วครับ งงสิครับ ไอ้ตอนขึ้นก็ถามย้ำแล้วย้ำอีกว่ารู้จักนะ (สงสัยรู้จัก แต่ไม่รู้ไปยังไง...ผมผิดเองที่ถามไม่ชัดเจน -_-" ) สักพักหันกลับมาถามทางหน้าตาเฉย ผมก็ “เอ่อ.. ไม่รู้ จะไปรู้ได้ไง รู้แต่ว่า จะไปที่นี่... ไปที่นี่...” (มึนกับคุณคนขับรถจริง ๆ) หลัง ๆ นี่ต้องศึกษาแผนที่ก่อนออกครับ เพื่อความแน่ใจ ไม่ใช่ว่าจะรู้ทางนะครับ คือ มั่นใจว่าถ้าคนขับหันมาถาม จะได้ส่งแผนที่พร้อมจิ้มที่หมายให้ดู แบบนี้ไม่น่าพลาด แต่จนกระทั่งบัดนี้ ก็ยังไม่ได้มีโอกาสแจกแผนที่ครับ  อ้อลืมบอกไปว่า หากไปเรียกแทกซี่พวกจอดรอตามสถานที่บางแห่งคนขับจะเรียกราคาเหมานะครับ โดยเฉพาะในยามค่ำคืน

รถแทกซี่รุ่นเก่า กับคนขับที่กำลังผ่อนคลายอิริยาบท ดูดี ๆ จะเห็นว่าไม่มีกระจกมองข้างครับ

 รถแทกซี่ของเก่าทางมุมซ้ายล่าง กับรถแทกซี่ที่ใหม่กว่าอยู่หลังรถเมล์แดง

 ทะเลสาบ ?!?! ... ไม่ใช่ครับ มันคือ ถนนหลังฝนตกได้สักพัก (พักเดียว)


Wednesday, 4 July 2012

เดี๋ยวเอารถไปจอดให้ครับ ... เอ่อ ไม่รบกวนดีกว่า

เดี๋ยวเอารถไปจอดให้ครับ ... เอ่อ ไม่รบกวนดีกว่า

                              ชอบป้ายนี้มากครับ สะท้อนความไม่แน่นอนในชีวิตได้ดีจริง ๆ อันนี้ คิดแง่ดีแล้วนะครับ คือ เจ้าของป้าย ซึ่งก็คงเป็นเจ้าของสถานที่นั้น ๆ คงทราบอยู่เต็มอกว่า การขับรถที่นี่ ไม่ว่าจะระยะทางสั้นแค่ไหน ก็มีโอกาสทำรถเป็นรอยได้เสมอ เกิดความเสียหายได้เสมอ จึงเอาป้ายนี้โชว์ลูกค้าซะ ... แต่ถ้าคิดแบบแง่ลบ ก็คงจะเป็นว่า "เอ่อ ... คุณท่านจะไม่รับผิดชอบอะไรเลยใช่มั้ย"

                              อ่ะครับ แปลกันก่อน "ระวัง!! บริการจอดรถ (หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า วาเล่ คือ มีคนขับรถเราไปจอดที่ไหนสักที่) แต่ร้านจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายหรือการโจรกรรม" ปกติ เห็นแต่ "Park at your own risk" คือ จอดได้เลย แต่รับผิดชอบเองนะ ก็อารมณ์เดียวกับที่เขียนไว้ในบัตรจอดรถของสถานที่เกือบทุกแห่งในเมืองไทย ที่บอกว่า ทางห้าง / โรงแรมจะไม่รับผิดชอบใด ๆ กับความเสียหาย / การสูญหายต่อทรัพย์สินของท่าน เพราะเราเพียงแต่ให้บริการที่จอดรถเท่านั้น (นัก กม. บางท่านบอกว่า สถานที่เหล่านั้น ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ... ใครขยายความได้ว่าเพราะเหตุใด พร้อมระบุข้อกฎหมาย ช่วยบอกด้วยนะครับ ขอบคุณครับ)

                             ประเด็น คือ ถ้าคุณเอารถผมไปขูดกำแพงเล่น คือ คุณไม่ต้องรับผิดชอบ ? นิดนึงอ่ะ ไม่เห็นก็แล้วไป    ถ้าป้ายนี้ตั้งอยู่ใน กทม. คงไม่รู้สึกอะไรเท่าไหร่ครับ เพราะทราบกันดีว่า ยังไงคนไทยก็รักษารถครับ ยิ่งเป็นงานในหน้าที่ แต่นี่แขกครับ รถคุณท่านแต่ละคันที่เห็นบนถนนยังเละซะ ... รอยเต็มไปหมด แล้วนี่รถเรา ไม่ใช่รถเขา จะเหลือเหรอ ใช้ความระวังเท่าการจกข้าวใส่ปากไม่ให้หกแน่นอน ... ซึ่งคือ เป็น 0 ครับ เพราะ (1) ระวังให้ตายก็เท่านั้นครับ เพราะทานด้วยมือ มันต้องมีหกบ้างแหละ (2) หกแล้วก็ไม่เห็นเป็นไรนิ เหมือนรถเป็นรอยก็ไม่เห็นเป็นไรนิ ยังขับได้ปกติ ... สวัสดี การไม่มีรถเป็นลาภอันประเสริฐ

(-^0^-)

ดื่มสุรา ณ ที่นี้


ดื่มสุรา ณ ที่นี้
                        คนอินเดียส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู ซึ่งไม่มีข้อห้ามเรื่องการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม ดังที่ทุกท่านน่าจะเคยได้ยินได้ฟัง หรือประสบมากับตนเองแล้วสำหรับพฤติกรรมการดื่มของแขก ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนเมื่อสิ่งเหล่านั้น “ฟรี” หรือออกแนวบุฟเฟ่ต์ เช่น บนเครื่องบินครับ ผมเห็นมาเยอะ พวกประเภทบั่นท้าย (ตูด) แตะเบาะเรียกหาพนักงานทันที ไม่มีรอเครื่องขึ้นครับพี่แกกระหายมาก แต่ก็ไม่มีใครเสิร์ฟหรอกครับ เอาน้ำเปล่าไปแทนก่อน พอเริ่มเสิร์ฟได้ ก็ non-stop ครับ เอาจนเครื่องลง กินไปเรื่อย แถมกระดกกันเร็วด้วย สงสัยกลัวไม่คุ้ม บางคนลุกมาเข้าห้องน้ำสภาพแบบใส่รองเท้าข้างเดียว เดินเป๋ไปเป๋มา อาศัยหัวคนที่นั่งอยู่ประคองตัวไปตามทาง แต่ไม่วาย ดื่มต่อ ... สงสารคุณแอร์จริง ๆ
                                ตอนแรกไม่เข้าใจว่าทำไมต้องดื่มขนาดนั้น จะเอาโล่ความคุ้มหรืออย่างไร สำหรับประเทศมุสลิมก็พอเข้าใจได้ ว่าคงมีบางคนที่เก็บกด คือ อยู่ในประเทศดื่มไม่ได้ หรือหาที่ดื่มได้ยาก แถมผิดกฎหมาย เลยซัดซะ แต่อย่างอินเดียที่ไม่มีข้อห้ามล่ะ?? พอได้ลองหาซื้อเหล้าที่นี่ก็เข้าใจครับ สุราต่างประเทศราคาสูงมาก อย่าง Black Label ขนาด 70 cl. บ้านเราน่าจะประมาณสักพันนิด ๆ ที่นี่ปาเข้าไป 4,300 รูปี (~ 2,580 บาท) แพงสนิท แพงกว่าเปิดใน pub ที่ กทม. อีก ในขณะที่วิสกี้ของอินเดียเองขวดหนึ่งไม่เกิน 1,000 รูปี (แต่ไม่ไหว เหม็นสนิท) แล้วเขามี single malt ด้วยราคาพอกัน และเหม็นสนิทเช่นกัน ไวน์ออสเตรเลียที่บ้านเราขายอยู่ไม่เกิน 500 บาท ที่นี่จัดไป 1,400 รูปี (~ 840 บาท) ทั้งหมดนี้ซื้อที่ร้านขายเหล้าโดยเฉพาะครับ เหมือนอารมณ์ร้านขายส่งเหล้าที่บ้านเรา (ร้านที่เหมือนโชว์ห่วยที่ขายแต่เหล้า)
                                สาเหตุที่เป็นเช่นว่าก็เพราะภาษีนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่นี่สูงมากครับ อยู่ที่ 150% สำหรับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ไม่เกิน 80% ทุกชนิด (เกินกว่านั้นมันยังกินได้เหรอเนี่ย .. O_o)
อินเดียผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เองหลายชนิด ที่เป็นที่นิยม คือ เบียร์ อย่าง Kingfisher ส่วนวิสกี้ก็มีหลายบริษัทให้เลือก ไวน์ก็มีเช่นกัน แหล่งทำไร่องุ่นอยู่ที่เมืองนาสิก (Nashik) แบรนด์ที่เคยลองก็มีไวน์แดงของ Valonne (กลิ่นคล้ายน้ำยาถูพื้นโรงพยาบาล ส่วนรสก็ไปกับกลิ่นล่ะครับ ดื่มแล้วทรมาน) กับ Sula (อันนี้ที่เคยลองก็ดีกว่า Valonne หลายขุมครับ แต่ก็ไม่พ้นกลิ่นน้ำยาถูพื้นจาง ๆ บางท่านจิตนาการล้ำลึกอาจบอกว่าเป็นกลิ่นหนังเก่า - ตามสะดวกเลยครับ) ส่วนรสก็พอไปได้นิด ๆ ครับจาง ๆ ไม่ค่อยมีอะไร ทั้งสองตัวนี้ มาจากนาสิกทั้งคู่ เจอเข้าไปทีเซ็งจมูกและเสียดายตังครับ
                                หลังจากได้เครื่องดื่มมาแล้วโดยยอมจ่ายแพงกว่า (คือ ไหน ๆ ก็จะเสียสุขภาพแล้ว ขอให้จังหวะเอาเข้าไปเนี่ยมันมีความสุขนิดนึงครับ จะได้คุ้มค่ากับสุขภาพที่บั่นทอนลงไป) ก็มาว่ากันต่อด้วยเรื่องการดื่ม
ตามกฎหมาย ณ ที่นี้ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะต้องมีอายุ 25 ปีขึ้นไป และจะต้องมีใบอนุญาตครับ (เพิ่งเริ่มเข้มเมื่อ 23 มิ.ย. ที่ผ่านมา - อันนี้ตามที่ถามพนักงานมานะครับ) ใช่ครับใบอนุญาต Drinking Permit / License … แต่ยังดีไม่ต้องไปสอบแบบใบขับขี่ (แต่ที่นี่คงซื้อเอานะผมว่า) โดยบาร์/ร้านจะคิดค่าใบอนุญาตรวมให้ในบิล ราคาคนละ 5 รูปี เรียกว่า one-day license ใบอนุญาต 1 ปี ราคา 100 รูปี ส่วนตลอดชีวิตก็ 1,000 รูปี ... ถูกมากครับ   ดื่มที่บ้านก็ต้องมีนะครับ เพราะถ้าโชคชะตาเล่นตลกโดนตำรวจบุกเจอก็ผิดนะครับ แม้จะดื่มที่บ้าน โทษก็มีปรับ 50,000 รูปี หรือจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับครับ ที่นี่เขามีความสามารถในการทำให้ชีวิตคุณยุ่งยากในเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นสาระครับ
                                สรุป ... ใครจะมาที่นี่ ก็หิ้วเข้ามาเลยนะครับ (ตามกฎหมายได้ไม่เกิน 1 ลิตร/คน) คุ้มกว่าเยอะ อ้อ ลืมบอกไปว่า น้ำแข็งที่นี่สามารถส่งคุณเข้าโรงพยาบาลได้ง่าย ๆ (อย่าคิดว่าเหล้าฆ่าเชื้อนะครับ) ก็ต้องใช้ความพยายามในการหาที่สะอาด ๆ หน่อยนะครับ อยากเมาต้องสู้ครับ ไม่ก็อาศัยผสมกะมิกเซอร์เย็น ๆ เอาก็พอไหวครับ

\(^S^)/